

‘เพราะชีวิตมีแค่ 4,000 สัปดาห์’ จะใช้เวลาอย่างไรให้คุ้มค่าและมีความหมาย
Art & Culture / Entertainment
19 Sep 2025 - 3 mins read
Art & Culture / Entertainment
SHARE
19 Sep 2025 - 3 mins read
เราจะใช้ชีวิตอย่างไร ? เมื่อมีเวลาอยู่บนโลกนี้แค่ 4,000 สัปดาห์
เมื่อชีวิตมนุษย์มีจุดสิ้นสุด สิ่งแรกที่คนเราจะนึกถึงคือ ‘การบริหารเวลา’ ที่มีอยู่ให้คุ้มค่า เราจะทำอย่างไรให้ได้กินทุกอย่างที่อยากกิน ได้ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป ได้ทำงานที่อยากทำ และทำอย่างไรให้สะสมเงินทองได้มากที่สุด เพื่อให้ชีวิตอันแสนสั้นนี้มีความหมายที่สุด
ยิ่งจัดการเวลาได้ดี ยิ่งทำงานได้มากขึ้น แต่ยิ่งภาระเยอะขึ้น เราก็เหน็ดเหนื่อยขึ้น จนชวนให้สงสัยว่า ทำไมการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพกลับยิ่งทำให้ ‘ความหมาย’ ที่เราตามหา ห่างไกลออกไปทุกที แล้วเราจะเอาชนะสายธารแห่งเวลาได้อย่างไร ? ความหมายของชีวิตแสนสั้นนี้อยู่ที่ไหน ?
LIVE TO LIFE ขอชวนผู้อ่านมาสำรวจ ข้อคิด 6 ข้อจากหนังสือ ชีวิตเรามีแค่ 4,000 สัปดาห์ (Four Thousand Weeks) โดย โอลิเวอร์ เบิร์กแมน (Oliver Burkeman) ที่จะพาเราไปดูว่า เราจะบริหารเวลาที่มีอย่างไรให้มีความหมายกับชีวิต
หน้าปกหนังสือ ชีวิตเรามีแค่ 4,000 สัปดาห์ (Four Thousand Weeks)
ฉบับแปลภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์ อมรินทร์ How to
1.
ยอมรับความจริงที่ว่า
เราควบคุม ‘เวลา’ ไม่ได้
ความจริงข้อแรกของโลกใบนี้ที่ต้องยอมรับคือ ‘เราควบคุมเวลาไม่ได้’ แม้จะพยายามบริหาร จัดการให้สมบูรณ์แบบมากแค่ไหน แต่สุดท้ายมนุษย์ก็มีขีดจำกัด การยอมรับความจริงข้อนี้คือด่านแรกที่จะทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริง
คนเราในปัจจุบันมีความเชื่อว่า เวลาเป็นสายพานที่ไหลเข้ามา และเราต้องเติมเต็มสายพานนั้นให้เต็มอยู่เสมอ ถ้ามันผ่านไปอย่างว่างเปล่า เราจะรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า
บ่อยครั้ง เรารู้สึกผิดที่ตื่นสาย รู้สึกไร้ค่าเมื่อไม่ได้ทำอะไร รู้สึกแย่ที่ยังทำงานได้ไม่มากพอ เพราะเชื่อว่าชีวิตจะมีความหมายเมื่อทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้นในเวลาที่จำกัด เราจึงออกจากบ้าน ไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มจิตใจ แต่กลับค้นพบว่าเรายิ่งเหนื่อยขึ้นกว่าเดิม แล้วคำถามคือ ต้องทำมากแค่ไหนถึงจะเจอความสุขที่แท้จริง ?
กฎข้อแรกที่หนังสือเล่มนี้บอกกับเรา คือ ยอมรับความจริงเสียว่าเราจะทำทุกอย่างไม่ได้ ดังนั้นการยอมรับความพ่ายแพ้และ ‘เลือกทำ’ ในสิ่งที่สำคัญจึงเป็นคำตอบ
2.
ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือทุกเล่มบนโลก
แล้วเราจะ ‘เลือก’ อ่านเล่มไหนดี ?
โลกนี้มีประสบการณ์ให้เราเสพอย่างไม่จำกัด มีวัฒนธรรมหลากหลาย มีอาหารหลายเมนูที่รอให้เราไปชิม มีข่าวสารเป็นร้อยเป็นพันให้ต้องรับรู้ มนุษย์จะรู้สึก กลัวว่าตัวเองจะพลาดสิ่งดี ๆ (Fear of Missing Out : FOMO) ทำให้เราเผลอรับทุกสิ่งเข้ามาในชีวิตจนลืมถามตัวเองไปว่า สิ่งไหนสำคัญกับเราจริง ๆ ?
ท้ายที่สุดแล้ว เราจำเป็นต้อง ‘เลือกสิ่งสำคัญที่สุด’ อย่างชาญฉลาด เพราะชีวิตคนเราสั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือให้จบทุกเล่ม เราก็ต้องเลือกว่าเราควรอ่านเล่มไหน และสละเล่มอื่น ๆ ไป
โอลิเวอร์แนะนำให้เรารู้จัก หลักการเลือกและละทิ้งอย่างสร้างสรรค์ 3 ข้อ คือ
1. จ่ายเวลาให้สิ่งที่มีความหมายก่อน : เลือกทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตก่อน แม้ครู่เดียวก็ยังดี อย่ารอให้ทำทุกอย่างเสร็จแล้วค่อยทำสิ่งที่ชอบ เช่น ถ้าอยากใช้เวลากับครอบครัว ก็ทำเลย อย่ารอให้ว่างแล้วค่อยทำ เพราะถ้ารอไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่แล้ว คนเราจะพบว่า เราไม่ได้ทำสิ่งนั้นสักที
2. จำกัดจำนวนสิ่งที่ทำ : เมื่อต้องทำหลายสิ่งในคราวเดียว เรามักจะทำมันไปพร้อม ๆ กัน แต่สุดท้ายกลับไม่มีอะไรที่สมบูรณ์สักอย่าง จึงจำเป็นต้องกำหนดเวลาในการทำงาน เช่น วันนี้ฉันจะทำงานแค่ 1 ชิ้นเท่านั้น ได้แค่ไหนแค่นั้น เมื่อหมดเวลาก็วางทุกอย่างลง การทำแบบนี้จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปทีละชิ้น และไม่ทำให้เราเหนื่อยเกินไป
3. เลือกสิ่งสำคัญเท่านั้น : อาจดูเหมือนง่าย แต่บ่อยครั้งที่ชีวิตเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ดูจะสำคัญเหมือนกันหมด สุดท้ายแล้วควรเลือกให้ความสำคัญเพียงอย่างเดียว และเรียนรู้ที่จะปฏิเสธหรือทิ้งสิ่งอื่นไป แม้น่าเสียดายแต่ต้องยอมรับว่าเราไม่อาจถือทุกสิ่งไว้พร้อมกันได้
3.
ยิ่งเคลียร์งานแต่ทำไมงานยิ่งงอก
ถึงเวลาต้องออกจากกับดักความมีประสิทธิภาพ
(The Efficiency Trap)
เมื่อเวลามีจำกัด หลายครั้งเรามักเชื่อว่าคำตอบคือ ‘เราทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพ’ ทุกอย่างต้องไว ต้องเร็ว ต้องใช้เวลาไม่นานเพื่อความสะดวกสบาย แต่หากลองสังเกตดู บางทีความพยายามที่จะเร่งให้ทุกอย่างเสร็จไว อาจไม่ได้พาเราไปสู่ความสุขเสมอไป
- เมื่อเราเคลียร์อีเมลจนหมดกล่อง เราก็พร้อมจะรับอีเมลใหม่เข้ามาอีก
- เรารีบตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อให้มีเวลาทำงานมากขึ้น เราก็อาจเหนื่อยมากขึ้นเช่นกัน
- เราจัดตางรางงานแบบไม่มีเว้นว่าง นั่นหมายถึงการใส่งานลงไปได้ทุกวินาที และแทบไม่มีเวลาว่างเหลือให้หายใจ
ธรรมชาติของมนุษย์คือการพัฒนาอยู่เสมอ เราทำได้เก่งขึ้น และมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา และนั่นคือกับดักที่กลับมาทำร้ายตัวเอง เราอาจคิดว่าการทำงานได้ในปริมาณมาก ๆ คือการจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นั่นหมายถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ไม่มีวันสิ้นสุด
วิธีทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพโดยไม่พาตัวเองไปติดกับดัก ต้องเริ่มจาก ‘ความคิด’ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของงานและเวลา เราต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเราไม่จำเป็นต้องทำงานทุกอย่างในปริมาณมากหรือเร่งทำทุกให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสั้นเพื่อให้รู้สึกว่าได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เพราะความคุ้มค่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราตั้งใจทำทุกงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีความเข้าใจในความสามารถและสมดุลในชีวิตของเรา เพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญได้อย่างแท้จริง
เช่น หากเรายกให้ “ครอบครัว” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ให้กำหนดเวลาการทำงานและทำให้เต็มที่ในช่วงเวลาดังกล่าว พอหมดเวลาก็ต้องปล่อยวางงาน และหันมาใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่
เป็นธรรมดาที่ถ้าเราเลือกสิ่งหนึ่งก็อาจทำสิ่งหนึ่งได้ไม่เต็มที่ เราอาจไม่ได้มีเวลามากพอที่จะทำให้งานสมบูรณ์แบบที่สุด แต่เราจะมั่นใจได้ว่าจะได้ใช้เวลากับครอบครัวอย่างที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน นี่คือการเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิต
4.
ชีวิตมนุษย์ไม่เคยสมบูรณ์แบบ
การเลือกบางสิ่งก็ต้องสูญเสียบางสิ่งไปเช่นกัน
เมื่อชีวิตมีแค่ 4,000 สัปดาห์ เราจึงต้องเลือกทำบางสิ่งที่สำคัญ แต่การเลือกทุกครั้ง หมายความว่าเราต้องสูญเสียบางสิ่งไปด้วยเช่นกัน เช่น เลือกแต่งงานก็ไม่มีชีวิตอิสระ, เลือกมีลูกก็ต้องเสียสละเวลาส่วนตัว, เลือกใช้ชีวิตในเมืองหลวงก็ต้องรับมือกับความวุ่นวายไปโดยปริยาย
ดังนั้น ความจริงอีกข้อที่คนเราต้องยอมรับให้ได้คือ ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ชีวิตมนุษย์ก็จะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ เราอาจรู้สึกแย่หรือเสียใจ แต่ไม่ควรโทษตัวเองเพราะความรู้สึกเหล่านั้นทำให้เสียเวลาชีวิต หากตอนนี้คุณต้องตัดสินใจเลือกบางสิ่งและทิ้งอะไรไปสักอย่าง แน่นอนว่าคุณจะได้สัมผัสทั้งความสุขและความสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดา
5.
วางแผนมากไป
ยิ่งทำให้ทุกสิ่งไกลเกินเอื้อม
การวางแผนนั้นจำเป็นกับชีวิตและนำไปสู่เป้าหมายได้ แต่ถ้าหมกมุ่นกับแผนการมากเกินไป บางครั้งก่อให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
แผนการทำให้เราเชื่อว่าจะเอาชนะความไม่แน่นอนของโลกใบนี้ได้ และหลายครั้งที่เราใช้ชีวิตในปัจจุบันเพื่อปูทางไปสู่อนาคต แต่ความจริงคือเราไม่สามารถรู้อนาคต ดังนั้นต่อให้วางแผนมาอย่างดีแค่ไหน เราก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ และไม่จำเป็นต้องรู้สึกกังวลกับวันนี้ พรุ่งนี้หรือเดือนหน้าแบบนั้นตลอดไป
บ่อยครั้งที่ยิ่งเชื่อมั่นในแผนการก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าทุกสิ่งยิ่งไกลเกินเอื้อม ดังนั้น สำหรับบางเรื่อง ก็ต้องผ่อนคลายและปล่อยให้อนาคตเป็นไปในแบบที่มันควรจะเป็น
6.
ฝึกพักผ่อนอย่างแท้จริง
อย่างไร้จุดหมายและไม่คาดหวัง
บางครั้งเราถูกกดดันให้พักผ่อน เพราะการพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ความเชื่อนี้ทำให้เราไม่เคยได้สัมผัสการพักผ่อนที่จริงใจ และเมื่อพักผ่อนแล้ว เราก็กลับไปสู่วังวนเดิม ๆ อีกครั้ง
อาริสโตเติล (Aristotle) นักปรัชญาและนักคิดชาวกรีกโบราณเชื่อว่า การพักผ่อนที่แท้จริง เป็นหนึ่งในคุณงามความดีสูงสุด เพราะมันมีค่าในตัวมันเอง ไม่ได้นำไปสู่สิ่งอื่นใด
การใช้เวลาว่างและการพักผ่อนไปกับสิ่งที่ใจปรารถนา โดยสัมผัสประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ โดยไม่คาดหวังอะไรจากช่วงเวลาดังกล่าว นั่นคือการพักผ่อนที่แท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของชีวิตที่เราตามหาในช่วงเวลาแค่ 4,000 สัปดาห์ อาจเป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่ายและใกล้ตัวกว่าที่คิด
