นานแค่ไหนที่ไม่ได้กอดกัน ชวนเติมพลังใจผ่านอ้อมกอดด้วยเทคนิค 6-Second Hug

10 Mar 2026 - 3 mins read

Art & Culture / Living Culture

Share

กอดนั้นสำคัญไฉน แล้วใครคือคนที่คุณอยากกอดไปตลอดชีวิต ?

 

เชื่อไหมว่า ไม่มีสัมผัสใดจะเปี่ยมไปด้วยความหวังดีและความปรารถนาดีเท่า ‘กอด’ จากคนที่รัก เพราะในห้วงเวลาสั้น ๆ ที่อ้อมแขนของเขาหรือเธอกำลังสวมกอดตัวเราเอาไว้อย่างอ่อนโยน เท่ากับว่าเรากำลังได้รับของขวัญชิ้นพิเศษจากคนสำคัญ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้า หรือเปลี่ยนวันที่หม่นหมองให้กลับมาสดใส แต่ยังช่วยเติมเต็มพลังบวกและชาร์จแบตเตอรี่หัวใจให้พร้อมใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข

 

ถึงอย่างนั้น ท่ามกลางโลกที่หมุนไวและรูปแบบชีวิตที่ต้องเร่งรีบแทบจะตลอดเวลาในปัจจุบัน อาจทำให้ใครหลายคนเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องงานและความสำเร็จมากกว่า จนมองข้ามหรือละเลยการกอด ทั้ง ๆ ที่เป็นวิธีสร้างความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานที่ช่วยส่งต่อความรักและความห่วงใยไปถึงคนใกล้ชิดรอบตัวโดยเฉพาะคนในครอบครัวได้

 

LIVE TO LIFE ชวนทุกคนหันหลังให้ทุกความวุ่นวาย และหยุดพักจากงานที่เคร่งเครียดชั่วครู่ แล้วหันหน้าเข้าหาคนสำคัญที่มีความหมายกับชีวิต เพื่อมอบอ้อมกอดจากความรักด้วยเทคนิค 6-Second Hug ให้เป็นของขวัญในทุก ๆ วัน เพราะกอดสั้น ๆ เพียง 6 วินาที สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและส่งผลต่อความรู้สึกดี ๆ ให้ทุกคนได้มากกว่าที่คิด

 

 

กอดนั้นสำคัญไฉน ?

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1958 แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้ออกแบบการทดลองที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

 

แฮร์รีเริ่มต้นแยกลูกลิงออกจากแม่ทันทีตั้งแต่แรกเกิด แล้วสร้างหุ่นจำลองแม่ลิงขึ้นมา 2 แบบ แบบแรกเป็นแม่ลิงที่ทำจากขดลวดและโครงไม้พร้อมติดขวดนมไว้ให้ลูกลิงดูด ส่วนแบบที่สองเป็นแม่ลิงที่หุ้มด้วยโฟมยางและผ้าหนานุ่มแต่ไม่มีขวดนม ผลปรากฏว่า ลูกลิงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับแม่จำลองที่หุ้มด้วยผ้าหนานุ่มมากกว่า และทุกครั้งที่ลูกลิงรู้สึกหวาดกลัว มันจะรีบวิ่งไปกอดแม่จำลองที่หุ้มด้วยผ้าหนานุ่มทันที การทดลองของแฮร์รีจึงสะท้อนให้เห็นความจริงว่า การกอดหรือความสบายใจที่เกิดจากการสัมผัส (Contact Comfort) นั้นมีความสำคัญมากแค่ไหน

 

เช่นเดียวกับพฤติกรรมการกอดในมนุษย์ ซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการในอดีต ตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งคลอดออกมา ทุกคนจึงต้องการสัมผัสที่อบอุ่นและทะนุถนอมจากอ้อมกอดของแม่หรือที่ผู้เลี้ยงดู ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของความใกล้ชิดทางกาย (Physical Intimacy) เพื่อสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้น ทำให้ลูกอยู่รอดปลอดภัยและเติบโตไปเป็นคนที่พร้อมส่งต่อความรักด้วยการกอดให้ลูกและผู้อื่นเหมือนกับที่ตัวเองเคยได้รับมาก่อน

 

สำหรับมุมมองด้านสังคมและวัฒนธรรม การกอดถือเป็น ภาษากายสากล (Universal Body Language) เพราะคนทุกเชื้อชาติและทุกวัฒนธรรมทั้งในประเทศฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ต่างก็เลือกแสดงออกทางกายด้วยวิธีกอดเพื่อสื่อความหมายถึงความรักและความห่วงใยแทนคำพูดในทุก ๆ ความสัมพันธ์ เช่น กอดคนในครอบครัว กอดเพื่อน กอดคนรัก กอดแฟน กอดคนใกล้ชิด กอดเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็กอดกันได้อย่าง Free Hugs เพราะเป็นความสบายใจที่ต่างฝ่ายต่างยินดีโอบกอดกันและกัน

 

ในวันที่โลกใจร้ายกับเราหรือเจอเรื่องแย่ ๆ ที่บั่นทอนใจ การได้โผเข้ากอดใครสักคน ไม่เพียงช่วยให้รู้สึกเบาใจว่ายังมีคนที่พร้อมอยู่เคียงข้าง แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจ (Self-esteem) ให้รับรู้ได้ว่าตัวเราควรค่าได้รับความรัก อ้อมกอดของใครบางคนจึงมีความหมายและมีคุณค่ากับอีกคนเสมอ โดยเฉพาะในยามที่ต้องการ

 

 

กอดกันนานแค่ไหนดี ?

เมื่ออ้อมกอดอุ่น ๆ อย่างตั้งใจเป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่มีพลังเยียวยาความรู้สึกที่อ่อนล้าให้กลับมาเบิกบานและมีความสุขอีกครั้ง การกอดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่ล่องลอย แต่เป็นปฏิกิริยาทางชีววิทยาหรือการตอบสนองของร่างกายที่อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะนำไปสู่คำตอบที่ช่วยคลายความสงสัยได้ว่า ทำไมต้องกอดกันนาน 6 วินาทีตามเทคนิค 6-Second Hug ?

 

ขณะกอดกันนานไม่น้อยกว่า 6 วินาที ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน เพราะสมองส่วนไฮโปทาลามัสจะสั่งให้ต่อมใต้สมองส่วนหลังหลั่ง ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือ ฮอร์โมนกอด (Hug Hormone) ออกมา ทำให้ความดันเลือดลดลง พร้อมกับลดระดับคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียด คนที่กำลังกอดกันอยู่จึงรู้สึกมั่นคงและไว้เนื้อเชื่อใจในทันทีทันใด

 

ขณะเดียวกันการกอดที่ยาวนานมากว่า 20 วินาที จะช่วยกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 หรือที่เรียกว่า Vagus Nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับหัวใจและระบบทางเดินอาหาร เพิ่มการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ซึ่งทำให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะ Rest and Digest หรือสภาวะผ่อนคลาย หัวใจจะเต้นช้าลงได้ในเวลาไม่กี่วินาที ช่วยลดอาการวิตกกังวล กลายเป็นความสงบและปลอดภัย เพราะร่างกายไม่จำเป็นต้องตื่นตัวหรือตื่นกลัว

 

แต่กลไกในร่างกายที่ตอบสนองการกอดได้น่าทึ่งที่สุดคือ ระบบภูมิคุ้มกัน เพราะการกอดอย่างสม่ำเสมอและกอดกันเป็นเวลานาน จะทำให้ร่างกายสร้างเกราะป้องกันขึ้นมาจริง ๆ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อและอักเสบ หรือต่อให้เจ็บป่วยก็มีแนวโน้มฟื้นตัวไวและกลับมาแข็งแรงเร็วกว่าคนที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยได้รับการกอดจากใคร

 

ส่วนเหตุผลเบื้องหลังกลไกนี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า แรงกดและบีบรัดเบา ๆ จากการกอด จะช่วยกระตุ้นต่อมไทมัสที่อยู่บริเวณหน้าอก ซึ่งมีหน้าที่ผลิตและกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาว (T-cells) ให้เติบโตเต็มที่เพื่อคอยจำกัดเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส เชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย การกอดกันจึงเปรียบเสมือนทางลัดที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้พร้อมทำงาน

 

ในแง่มุมด้านจิตวิทยา เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ (Virginia Satir) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกแนวคิดจิตบำบัดครอบครัว เคยกล่าวถึงความสำคัญของการกอดไว้ว่า “เราทุกคนต้องการอ้อมกอด 4 ครั้งต่อวันเพื่อความอยู่รอด 8 ครั้งต่อวันเพื่อความมั่นคงทางใจ และ 12 ครั้งต่อวันเพื่อการเติบโต”

 

แต่ความหมายที่แท้จริงเบื้องหลังคำพูดนี้ ไม่ได้เคร่งครัดอยู่กับจำนวนกอดที่หลายคนอาจมองว่ามากเกินพอดี แต่หมายถึงความสำคัญของกอด เพราะยิ่งเรากอดกันมากเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อใจและกายของคนทั้งคู่มากเท่านั้น การได้กอดใครสักคนหรือมีใครสักคนมากอด จึงเปรียบได้กับหลักฐานที่ยืนยันว่า เราต่างมีตัวตนและมีความหมายต่อกัน และนั่นคือหัวใจของความสัมพันธ์ที่ดี

 

 

เริ่มกอดอย่างไรดี ?

มีหลายคนที่รู้สึกทำตัวไม่ถูกเวลาถูกกอด หรือไม่รู้ว่าถ้าอยากเข้าไปกอดคนใกล้ชิดควรจะเริ่มต้นอย่างไรไม่ให้ประหม่า LIVE TO LIFE แนะนำท่ากอดพื้นฐาน 3 ท่า ที่สามารถนำไปใช้กอดคนรอบตัวได้ตามระดับความสัมพันธ์และความสนิทสนม

 

1. The Patting Hug : นี่คือท่ากอดที่เห็นได้บ่อยที่สุดในคนทั่วไป เพราะเป็นท่ากอดกันสั้น ๆ พร้อมกับตบที่หลังเบา ๆ สื่อถึงความเป็นพวกพ้องเดียวกัน มักใช้แสดงความยินดีหรือให้กำลังใจกับเพื่อนร่วมงานและคนรู้จักในโอกาสต่าง ๆ ตามความเหมาะสม โดยที่ไม่ได้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวหรือทำให้อึดอัด

 

2. The Side Hug : เป็นท่ากอดแบบเอียงข้าง ส่วนใหญ่เป็นการกอดระหว่างเดินอยู่ข้างกัน คือ ใช้แขนหนึ่งข้างโอบไหล่หรือเอวของอีกฝ่ายเอาไว้ เหมือนเพื่อนที่เดินกอดคอกัน แสดงถึงความใกล้ชิดสนิทสนม แต่ยังเว้นพื้นที่ให้ต่างฝ่ายต่างได้มีพื้นที่ส่วนตัว เพราะไม่ได้กอดกันเต็มตัวแบบท่ากอดทั่วไป

 

3. The Protector Hug : เป็นท่ากอดที่โอบกอดจากด้านหลัง เหมาะกับการปลอบโยนคนรักและคนในครอบครัวที่รู้สึกไม่มั่นใจหรือไม่ปลอดภัย ท่ากอดนี้จึงให้ความรู้สึกว่ากำลังได้รับการปกป้องจากคนรัก มีคนคอยระวังหลังให้ เพราะแผ่นหลังเป็นจุดที่มองไม่เห็น มักถูกเชื่อมโยงกับความเปราะบางหรือจุดอ่อน

 

อ้อมกอดที่ดีและมีความหมาย คือ อ้อมกอดจากคนที่รักและเกิดขึ้นในจังหวะที่ต้องการ ในหลาย ๆ ครั้งความสุขอาจไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่อยู่ในอ้อมแขนของคนข้าง ๆ ที่กำลังรอให้คุณโอบกอดอยู่ เพราะอ้อมกอดของคุณสำคัญกับใครสักคนเสมอ

 

 

อ้างอิง

  • Public Broadcasting Service (PBS). A Science Odyssey: People and Discoveries: Harry Harlow. https://bit.ly/3P10qZ3
  • Dreisoerner, A., Junker, N. M., Schlotz, W., Heimrich, J., Bloemeke, S., Ditzen, B., & van Dick, R. (2021). Self-soothing touch and being hugged reduce cortisol responses to stress: A randomized controlled trial on stress, physical touch, and social identity. Comprehensive psychoneuroendocrinology, 8, 100091. https://doi.org/10.1016/j.cpnec.2021.100091
  • Tracy P Alloway. What 20 Seconds of Hugging Can Do for You. https://bit.ly/3MMU1QK
  • Shilo Rea. Hugs Help Protect Against Stress and Infection, Say Carnegie Mellon Researchers. https://bit.ly/3OHAfGZ

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...