จากผ้าไทยพื้นถิ่นสู่ชุดไทยพระราชนิยม มรดกไทยร่วมสมัยจากสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

06 Nov 2025 - 5 mins read

Art & Culture / Living Culture

Share

“ขอเชิญสตรีไทยทุกวัยนะคะ… อยากเชิญชวนให้หันมาสวมใส่ ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ด้วยความภาคภูมิใจ และด้วยความเข้าใจในคุณค่าที่แท้จริงของผ้าไทย เพื่อให้คนทั่วโลกได้รู้ว่า นี่แหละเรามาจากประเทศไทย”

 

ถ้อยคำเชิญชวนให้สตรีไทยหันมาสวมใส่ชุดไทยให้ถูกวาระโอกาสด้วยความภาคภูมิใจ เป็นส่วนหนึ่งของพระดำรัสที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบที่ถือกำเนิดขึ้นโดย ‘สมเด็จย่า’ ของพระองค์ โดยมีใจความสำคัญอีกตอนหนึ่งว่า

 

“ขอความกรุณาทุกท่านใส่ให้รู้สึกว่าถวายสมเด็จย่า ก็คือถวายพระพันปี (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ให้ท่านรู้สึกว่าทรงมีความสุข เพราะท่านคือองค์ดีไซเนอร์องค์แรก ท่านเป็นสไตลิสต์องค์แรก และก็ท่านมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย
ขอบคุณภาพจากกรมประชาสัมพันธ์

 

เส้นทางการกำเนิดชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2503 เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2503 ถึงวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2504 รวม 14 ประเทศ และกินระยะเวลานานถึง 7 เดือน

 

ในครั้งนั้น พระองค์ทรงตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยเปรียบเสมือนตัวแทนของคนทั้งชาติ แต่ในสมัยนั้น สตรีไทยยังไม่มีการแต่งกายที่เป็นแบบแผนและแสดงเอกลักษณ์ของชาติที่ชัดเจน พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดทำเครื่องแต่งกายที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างงดงามและมีความร่วมสมัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บแบบสมัยใหม่ และทรงออกแบบชุดไทยที่สวมใส่ได้สะดวก เหมาะสมกับยุคสมัย โดยยังคงความสง่างามและเอกลักษณ์ไทยไว้อย่างกลมกลืน

 

ต่อมาฉลองพระองค์ชุดไทยดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งตรงกับพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย และกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ
ขอบคุณภาพจากกรมประชาสัมพันธ์

 

จากเอกลักษณ์ดั้งเดิมสู่ความร่วมสมัยในชุดไทยพระราชนิยม


ตลอดระยะเวลากว่า 7 เดือนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการเยือนแต่ละประเทศ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความงามอันมีเอกลักษณ์ ทั้งในฉลองพระองค์แบบไทยและแบบสากล จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุภาพสตรีที่แต่งกายงดงามที่สุดในโลก โดยนิตยสาร Vogue ฉบับสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์พระฉายาลักษณ์ของพระองค์อย่างน้อยสองครั้งในปี พ.ศ. 2505 และปี พ.ศ. 2508 โดยหนึ่งในนั้นคือ ภาพฉลองพระองค์ชุดไทยจักรีสีทอง ซึ่งถือเป็นการนำเสนอ Soft Power ของไทยสู่เวทีโลกเป็นครั้งแรก ๆ ผ่านเอกลักษณ์ความงดงามของภูษาแห่งสยามและความสง่างามของพระราชินีแห่งประเทศไทย 

ชุดไทยดุสิต
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ทั้งนี้ ในการออกแบบชุดไทยพระราชนิยมแต่ละแบบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้นำเอกลักษณ์การแต่งกายของไทยแบบดั้งเดิมมาประยุกต์ในชุดไทยแต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็น การนุ่งจีบ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและยังคงสืบทอดมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงให้นำรูปแบบการนุ่งจีบมาผสมผสานกับเทคนิคการตัดเย็บสำเร็จในชุดไทยพระราชนิยม 5 แบบ ได้แก่ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยจักรี และ ชุดไทยจักรพรรดิ ทั้งนี้เพื่อให้ชุดมีความสะดวกในการสวมใส่ ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์และความสง่างามของเครื่องแต่งกายไทยไว้อย่างครบถ้วน

ชุดไทยศิวาลัย
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

การห่มผ้าทรงสะพัก เป็นการแต่งกายที่ถูกบัญญัติไว้ในธรรมเนียมการแต่งกายของราชสำนัก ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นเครื่องหมายบ่งบอกฐานันดรศักดิ์ของเจ้านายฝ่ายใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงพระราชดำริให้นำรูปแบบการห่มผ้าทรงสะพักมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบชุดไทยพระราชนิยม ได้แก่ ชุดไทยศิวาลัย และ ชุดไทยจักรพรรดิ เพื่อฟื้นฟูศิลปะการแต่งกายไทยให้กลับมาเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง และสะท้อนอัตลักษณ์ของชาติได้อย่างงดงาม เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัย

ชุดไทยจักรพรรดิ
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

เสื้อแขนกระบอก เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายของสตรีไทย จากเดิมในอดีตนิยมห่มท่อนบนด้วยผ้าสไบ เมื่อได้รับอิทธิพลการแต่งกายมาจากชาติตะวันตก จึงเกิดความนิยมการสวมเสื้อแบบต่าง ๆ ผสมผสานกับการแต่งกายแบบดั้งเดิมขึ้น โดยเสื้อแขนกระบอกเป็นรูปแบบของเสื้อที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการสวมใส่ชุดไทย 

ชุดไทยบรมพิมาน
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงนำรูปแบบของเสื้อแขนกระบอกมาใช้กับชุดไทยพระราชนิยม 5 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน และ ชุดไทยศิวาลัย พระองค์ทรงผสานความงดงามแบบไทยเข้ากับความสะดวกสบายในการสวมใส่และความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน

ชุดไทยบรมพิมาน ผ้านุ่งเป็นแบบจีบหน้านาง ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทองทอลายพุ่มข้าวบิณฑ์
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ผ้าถุงสำเร็จ เป็นหนึ่งในผ้านุ่งที่สตรีไทยคุ้นเคยมาทุกยุคสมัย มีจุดเริ่มต้นจากสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นผู้ริเริ่มตัดแปลง "ผ้าซิ่นป้ายธรรมดา” ให้กลายเป็นผ้าถุงสำเร็จ เพื่อความสะดวกสบายในการนุ่ง

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงมีพระราชดำริให้นำรูปแบบผ้าถุงสำเร็จมาประยุกต์ใช้กับชุดไทยพระราชนิยม 3 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยอมรินทร์ เพื่อคงความงดงามของเครื่องแต่งกายไทย พร้อมทั้งยังคงความสะดวกในการสวมใส่ไว้อย่างครบถ้วน

ชุดไทยเรือนต้น ผ้านุ่งตัดเย็บด้วยผ้าไหมพื้น ปักลวดลายเฟื่องอุบะโดยใช้ไหมสีต่าง ๆ
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญในการฟื้นฟูผ้าไทยในแต่ละท้องถิ่นให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ด้วยการนำผ้าทอจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาตัดเย็บเป็นชุดไทยพระราชนิยมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ผ้ายกเนินธัมมัง ที่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในปี พ.ศ. 2536 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบามสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะนั้นประสบปัญหาน้ำท่วมและดินเปรี้ยว พระองค์จึงได้พระราชทานงานหัตถกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการทอผ้ายกไปถ่ายทอดองค์ความรู้แก่สมาชิกศิลปาชีพบ้านเนิมธัมมังและบ้านตรอกแค ให้ฟื้นฟูการทอผ้ายกเมืองนคร ซึ่งเป็นผ้าที่เคยใช้ในราชสำนักและสูญหายไปกว่า 100 ปี จนช่างทอพื้นถิ่นสามารถพัฒนาฝีมือทอผ้ายกทองเมืองนครได้อย่างงดงาม และนำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกายในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ถือเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่สืบไป

ชุดไทยเรือนต้น ผ้านุ่งตัดเย็บด้วยผ้าไหมพื้น ปักลายช่อดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

นอกจากนี้ ภาพที่พสกนิกรไทยคุ้นตามายาวนานหลายทศวรรษ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทยในทุกวาระและโอกาส ทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ทั้งนี้ พระองค์ได้ทรงส่งเสริมระบบครบวงจร ตั้งแต่เพาะพันธุ์หม่อน การเลี้ยงไหม การย้อมสีธรรมชาติ จนถึงการจัดจำหน่าย พร้อมก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทำให้ในปี พ.ศ. 2545 พระองค์ทรงได้รับรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ ในฐานะผู้นำไหมไทยสู่ระดับสากล

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 พระองค์พระราชทานตรานกยูงไทย เพื่อรับรองมาตรฐานผ้าไหมไทย 4 ประเภท ได้แก่ ตรานกยูงทอง ตรานกยูงเงิน ตรานกยูงน้ำเงิน และตรานกยูงเขียว ซึ่งได้รับการจดทะเบียนรับรองในกว่า 35 ประเทศทั่วโลก เพื่อส่งเสริมงานหม่อนไหมอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติในปี พ.ศ. 2548 และยกระดับเป็นกรมหม่อนไหมในปี พ.ศ. 2552 เพื่อดูแลการพัฒนาและตลาดผ้าไหมไทย และในปี พ.ศ. 2555 คณะรัฐมนตรีจึงได้ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย” แด่พระองค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

 

รูปแบบของชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ

 

กว่า 60 ปี นับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีชุดไทยพระราชนิยมเกิดขึ้นก็เพื่อให้คนไทยได้มีชุดประจำชาติเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศ ประเทศไทยจึงได้ประกาศขึ้นบัญชีชุดไทยพระราชนิยมเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ระดับชาติ) เมื่อปี พ.ศ. 2566 ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 โดยชุดไทยพระราชนิยมเป็นตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในลักษณะแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล มีสาระสำคัญแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับงานช่างฝีมือ และการพิจารณานำชุดไทยไปใช้สวมใส่ตามโอกาส ถือเป็นแนวปฏิบัติการแต่งกายของสตรีไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

และในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ยูเนสโก (UNESCO) ได้เตรียมพิจารณา 'ชุดไทยพระราชนิยม' ในรายการ 'ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ' ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจะทำให้มรดกภูมิปัญญาของไทยได้รับการยกย่องและสะท้อนภาพลักษณ์ ความวิจิตรแห่งภูมิปัญญาไทยสู่สายตาคนทั่วโลกอีกครั้ง

ผ้าซิ่นหน้านางของชุดไทยศิวาลัย ตัดเย็บจากผ้าไหมยกดอก (หรือผ้าไหมยกทอง) สีม่วงอ่อน ประดับตกแต่งด้วยลูกปัดและเลื่อม คาดทับด้วยเข็มขัดไทย
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ทั้งนี้ ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดของการกำเนิดชุดไทยพระราชนิยม ก็คือ การที่สตรีไทยได้มีโอกาสสวมใส่ชุดไทยแต่ละแบบตามวาระโอกาสอันสมควร ไม่ว่าจะเป็นในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานพิธีหมั้น งานพิธีมงคลสมรส งานพิธีกฐิน ฯลฯ โดยสามารถนำไปประยุกต์ตัดเย็บด้วยผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าใยประดิษฐ์ อาจเป็นผ้าพื้น ผ้าลายดอก ผ้าลายริ้ว ผ้ายกดิ้นเงิน ดิ้นทอง หรือผ้ายกดอกเต็มตัว โดยเลือกใช้วัสดุเกาะเกี่ยวที่เหมาะสม เช่น ซิป ตะขอ กระดุมที่ห่อหุ้มจากผ้า ตัวเสื้ออาจตกแต่งให้สวยงามด้วยการปักมุก เลื่อม ลูกปัด เป็นต้น

ชุดไทยศิวาลัย ตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกทองทั้งตัว ประดับปักด้วยลูกปัด คริสตัล และดิ้นโลหะ
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ทั้งนี้ รูปแบบของชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

ชุดไทยเรือนต้น
ชุดไทยเรือนต้น ตั้งตามชื่อพระตำหนักเรือนต้นในพระราชวังดุสิต เป็นชุดไทยแบบลำลอง ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม ลักษณะเป็นผ้านุ่งป้ายยาวจรดข้อเท้า ผ้าลายตามขวางหรือตามยาวก็ได้ เสื้อเป็นคอกลมตื้น ใช้ผ้าสีตามริ้วหรือเชิง จะเป็นสีเดียวกับซิ่นหรือสีตัดกันก็ได้ แขนสามส่วน ติดกระดุมหน้าห้าเม็ด ใช้เครื่องประดับน้อยชิ้น

 

ชุดไทยจิตรลดา
ชุดไทยจิตรลดา ตั้งตามชื่อพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นชุดที่ใช้ในเวลากลางวัน ลักษณะทั่วไปคล้ายกับชุดไทยเรือนต้น ต่างกันตรงคอเสื้อที่มีขอบตั้ง แขนยาวจรดข้อมือ ใช้ผ้านุ่งป้ายเป็นผ้าไหมยกดอกมีเชิงหรือยกดอกทั้งตัว ใช้เครื่องประดับตามควร

(ตู้ฝั่งซ้าย) ชุดไทยเรือนต้น (ตู้ฝั่งขวา) ชุดไทยจิตรลดา
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ชุดไทยอมรินทร์
ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งตามชื่อพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัยไทยสูรยพิมานในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน มีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดา แต่ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับ

 

ชุดไทยบรมพิมาน
ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งตามชื่อพระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน เสื้อแขนยาวคอกลม มีขอบตั้ง ตัวเสื้อและผ้านุ่งติดกันเป็นชุดเดียว ตัดเย็บด้วยผ้าไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัวก็ได้ นุ่งจีบแล้วใช้เข็มขัดไทยคาด

ชุดไทยจักรี
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ชุดไทยจักรี
ชุดไทยจักรี ตั้งตามชื่อพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีกลางคืน ท่อนบนเปิดไหล่หนึ่งด้าน เป็นสไบปักหรือไม่ปักก็ได้ตัดเย็บติดกับท่อนล่างซึ่งเป็นผ้านุ่งจีบ เป็นผ้าไหมยกทองทั้งตัวหรือยกเฉพาะเชิงก็ได้

ชุดไทยดุสิต นุ่งแบบจีบหน้านาง ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทองทอลายพุ่มข้าวบิณฑ์
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


ชุดไทยดุสิต
ชุดไทยดุสิต ตั้งตามชื่อพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมหรือยกทอง ผ้านุ่งจีบ เสื้อคอกว้าง ไม่มีแขน ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัด

ชุดไทยจักรพรรดิ
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ


ชุดไทยศิวาลัย
ชุดไทยศิวาลัยตั้งตามชื่อพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เป็นชุดแบบเดียวกับชุดไทยบรมพิมาน แต่ห่มสะพักทับอีกชั้น

 

ชุดไทยจักรพรรดิ
ชุดไทยจักรพรรดิ ตั้งตามชื่อพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพิธีเต็มยศกลางคืน ท่อนบนห่มผ้าสองชั้น ชั้นในมักเป็นสไบจีบ และห่มสะพักทับ ผ้านุ่งยกทอง จีบหน้าแบบเดียวกับชุดไทยจักรี คาดเข็มขัดและใส่เครื่องประดับเข้าชุดกัน

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

ผู้ที่สนใจชมความงามของชุดไทยพระราชนิยมสามารถเข้าชมนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” ที่จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2571 ณ ห้องจัดแสดง 1 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง

 

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น นิทรรศการ "มองสยามตามสมัย” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2567 นำเสนอลักษณะเด่นของชุดไทยและบริบททางสังคมในแต่ละยุค ผ่านห้อง Immersive โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องการแต่งกายของชาวไทยแบบต่าง ๆ อันมีเอกลักษณ์และประวัติอันยาวนาน รวมถึงชุดไทยพระราชนิยมอันเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนแนวคิดความเชื่อเรื่องสีประจำวัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแต่งกายตั้งแต่อดีต และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2570

 

ขอบคุณภาพจากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ที่ตั้ง : หอรัษฎากรพิพัฒน์ เขตพระราชฐานชั้นนอก ริมกำแพงพระบรมมหาราชวังทางทิศเหนือ ระหว่างประตูวิเศษไชยศรีและประตูวิมานเทเวศร์
โทร : 0 2225 9420, 0 2225 9430
เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 16.30 น. วันเสาร์ ปิดให้บริการ เวลา 16.00 น.
อัตราค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 150 บาท, ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) 80 บาท, นักเรียน/นักศึกษา 50 บาท, เด็กอายุ 12-18 ปี 50 บาท, เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี
การเดินทาง : รถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสนามไชย ทางออก 1 
Website : www.qsmtthailand.org
Facebook : Queen Sirikit Museum of Textiles


อ้างอิง

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...