

เปิดตำนาน ‘น้ำอบ’ จากเครื่องหอมฉบับสาวชาววัง สู่กลิ่นวันสงกรานต์ที่อยู่คู่คนไทยนับร้อยปี
Art & Culture / Living Culture
08 Apr 2026 - 5 mins read
Art & Culture / Living Culture
SHARE
08 Apr 2026 - 5 mins read
‘ในที่สุดวันตรุษสงกรานต์ก็ผ่านมาถึง’
‘คนในบ้าน “พัชราภรณ์” ตื่นนอนตั้งแต่ 4.00 น. และมีการเคลื่อนไหวกันอย่างผิดปรกติ ทุกคนพูดคุยสัพยอกหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน และทุกคนแต่งกายแบบไทยเดิม พวกผู้ชายนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อแพรสีคอกลมแขนยาวเลยข้อศอก ประแป้งลายพร้อย ทาน้ำอบไทยหอมฟุ้ง ทัดดอกจำปาจำปีหรือรสสุคนธ์ มีผ้าขาวม้าไหมคาดพุง โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนตัดผมทรงหลักแจวหรือทรงมดแดงชะเง้อ แสดงความเลื่อมใสในทางวัฒนธรรมทางระเบียบประเพณีของไทยเราเป็นพิเศษ’
เนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ พล นิกร กิมหงวน จากศาลาโกหก ตอน สงกรานต์หลั่งเลือด บทประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต สะท้อนให้เห็นบรรยากาศเช้าวันสงกรานต์ในปี พ.ศ. 2506 และความสำคัญของน้ำอบที่ยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่การนำมาใช้ทาตัวเพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นและช่วยคลายร้อน ไปจนถึงการใช้น้ำอบในการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่และสรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคล
60 กว่าปีผ่านไป น้ำอบยังคงอยู่คู่สังคมไทย เพียงแต่ลดบทบาทลง โดยใช้เฉพาะในงานพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น งานสงกรานต์ สรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ใช้ในงานมงคลสมรส งานขึ้นบ้านใหม่ ไปจนถึงงานศพ
LIVE TO LIFE ชวนทำความรู้จักหนึ่งในรากเหง้าความเป็นไทยที่ได้รับการสืบทอดภูมิปัญญาจากในรั้วในวัง สู่ครัวเรือนของสามัญชนที่พัฒนาสูตรน้ำอบ จนกลายเป็นเครื่องหอมสุดคลาสสิกกลิ่นหอมเย็นชื่นใจในทุกวันสงกรานต์
ต้นตำรับน้ำอบไทย เครื่องหอมจากในวัง
คนไทยกับเครื่องหอมนั้นขาดกันไม่ได้ เพราะการใช้เครื่องหอมอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ สีผึ้ง ดินสอพอง ฯลฯ ที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตและประเพณีต่าง ๆ สันนิษฐานว่าความนิยมในการใช้เครื่องหอมมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อเนื่องจนถึงสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์
โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เรียกว่าเป็นยุครุ่งเรืองของน้ำอบก็ว่าได้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดปรานการใช้น้ำอบมาก ทำให้เกิดความนิยมใช้น้ำอบกันในวัง จากนั้นจึงมีการเผยแพร่สูตรออกนอกรั้ววังมาสู่วิถีชีวิตของสามัญชนที่เริ่มทำน้ำอบสูตรประจำบ้าน เพื่อใช้ประพรมให้เย็นกายและมีกลิ่นหอมจรุงใจ เหมือนอย่างชนชั้นเจ้านาย
หลักฐานที่บ่งบอกว่าน้ำอบไทยอยู่ในชีวิตประจำวันของคนในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ปรากฏในบทประพันธ์ต่าง ๆ เช่น เนื้อหาในตอนหนึ่งจากบทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ประพันธ์โดย สุนทรภู่ กวีเอกในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความว่า
“ครานั้นจึงโฉมเจ้าพลายงาม สักสองยามเห็นพอพ่อหลับใหล
จึงลุกออกจากวงลงบันได ลอบไปจัดแจงแต่งกายา
ลูบตัวทาน้ำอบตลบฟุ้ง แป้งปรุงประเจิมเฉลิมหน้า
สีขี้ผึ้งเสกละลายด้วยวิชา แล้วนุ่งผ้ายกไหมไปล่ปลิว
ห่มผ้าของประทานส่านสี มือขวาคว้าคลี่พัดด้ามจิ้ว
แหวนทับทิมวงใหม่เอาใส่นิ้ว ถือเช็ดหน้าผ้าริ้วแล้วคลาไคล”
ในสมัยนั้น การทำน้ำอบจะใช้ดอกไม้สดที่มีกลิ่นหอม เช่น ดอกมะลิ ดอกแก้ว ดอกชมนาด ฯลฯ กับเนื้อไม้ ยางไม้ เช่น ผิวมะกรูด แก่นไม้จันทร์ เปลือกชลูด ฯลฯ นำมาอบ ร่ำ ในน้ำฝนให้มีกลิ่นหอมเย็นเป็นธรรมชาติ ซึ่งกรรมวิธีทำน้ำอบแบบนี้เป็นการทำใช้ในครัวเรือนในปริมาณไม่มาก และจะทำใช้กันวันต่อวัน เพราะหากทิ้งไว้นาน กลิ่นของดอกไม้สดจะเปลี่ยนไป
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 น้ำหอมจากตะวันตกเริ่มเข้ามาในไทย น้ำอบไทยจึงถูกนำไปผสมผสานกับกลิ่นอายแบบฝรั่งจนมีความหอมที่ซับซ้อนและติดทนขึ้น โดยในยุคนั้น น้ำอบเปรียบได้กับโคโลญจน์ที่หอมบางเบา เหมาะสำหรับประพรมตามตัวให้สดชื่น
นอกจากนี้ยังมี ‘น้ำปรุง’ ที่ให้กลิ่นหอมติดทนเหมือนเพอร์ฟูม ซึ่งนอกจากจะใช้พรมตัวแล้วยังนิยมใช้อบเสื้อผ้าและอบผมให้หอมกรุ่นอีกด้วย
หลักฐานสำคัญที่กล่าวถึงความนิยมใช้น้ำอบไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระราชหัตถเลขาที่ทรงเขียนเล่าเหตุการณ์ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปปี พ.ศ. 2450 ถึง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล พระราชธิดา
ในตอนหนึ่งพระองค์ทรงกล่าวถึงน้ำอบที่ส่งมาจากสยาม โดยระบุว่าน้ำอบที่ได้รับนั้นมีกลิ่นหอม ทำให้ระลึกถึงบ้านเมืองของไทย เนื่องจากในยุโรปไม่มีกลิ่นเครื่องหอมลักษณะเช่นนี้
"...น้ำอบที่ส่งมานั้นหอมดี ใช้แล้วชื่นใจ ทำให้คิดถึงเมืองไทยอยู่มาก เพราะที่นี่ไม่มีกลิ่นอย่างนี้เลย กลิ่นน้ำอบนั้นเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยมาแต่ก่อน เมื่อได้กลิ่นขึ้นก็ให้นึกถึงบ้านเมืองขึ้นมาทันที ที่นี่เขาก็มีน้ำหอมต่าง ๆ มากมาย แต่กลิ่นก็ไม่เหมือนของเรา เพราะของเขาเป็นกลิ่นอย่างหนึ่ง ของเราก็เป็นกลิ่นอย่างหนึ่ง ต่างกันอยู่มาก จึงทำให้เห็นว่าน้ำอบของไทยนั้นเป็นของพิเศษอยู่..."
สันนิษฐานว่าน้ำอบดังกล่าวน่าจะเป็นเครื่องหอมที่ปรุงโดย พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ แล้วจัดส่งจากกรุงเทพฯ ไปถวายยังที่ประทับของพระองค์ในยุโรประหว่างการเสด็จประพาส สะท้อนให้เห็นว่าน้ำอบไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหอมธรรมดา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความทรงจำและความผูกพันกับบ้านเมืองของชาวสยามในอดีตได้เป็นอย่างดี
น้ำอบนางลอย : น้ำอบไทยขวัญใจทุกครัวเรือน
แม้จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากจนเกินไปนักสำหรับคนในยุคร้อยปีที่แล้ว กับการเลือกดอกไม้หอมกลิ่นที่ชอบมาอบร่ำกับน้ำฝนเป็นประจำทุกวันเพื่อใช้ประพรมความหอมในยามเช้า
แต่จะดีแค่ไหนถ้ามีใครสักคนทำน้ำอบสำเร็จรูปขาย เพียงจ่ายสตางค์ก็สามารถเติมความหอมเย็นให้ผิวกายได้แบบทันใจ
คงไม่มีใครเดาถูกว่า ‘แม่เฮียง’ คิดแบบนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ‘น้ำอบไทยนางลอย ของแม่เฮียง’ ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดดังกล่าวในที่สุด
“คนในสมัยก่อนสามารถทำน้ำอบเองได้และแต่ละบ้านมีสูตรของตัวเอง โดยนำดอกไม้สดมาแช่น้ำแล้วอบควันเทียน จะอบกี่รอบก็แล้วแต่สูตรของบ้านนั้น ๆ แต่ด้วยความที่กลิ่นของดอกไม้สดเปลี่ยนเร็ว เลยต้องทำวันต่อวันในปริมาณน้อย พรุ่งนี้ค่อยทำใหม่” คุณน็อต - ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง ทายาทรุ่น 4 ของน้ำอบนางลอย เริ่มต้นเล่าถึงบรรยากาศการทำน้ำอบในอดีตตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากคุณพ่อคุณแม่
“สำหรับย่าเฮียงนั้นได้รับการถ่ายทอดวิธีการปรุงน้ำอบไทยมาจากเพื่อนของท่านจากในวัง และได้นำสูตรดังกล่าวมาศึกษาดัดแปลงเพิ่มเติม โดยประยุกต์นำหัวน้ำหอมของฝรั่งมาผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมของดอกไม้และสมุนไพรไทยชนิดต่าง ๆ ซึ่งด้วยคุณสมบัติที่มีความเป็นน้ำมันของน้ำหอม ถ้าเทผสมกับน้ำโดยตรงจะแยกชั้น ย่าเฮียงเลยมีการทำ R&D คิดค้นว่าทำอย่างไรถึงจะให้หัวน้ำหอมกับน้ำอบสามารถประสานเข้ากันได้ จึงทดลองนำน้ำหอมมาผสมกับแป้งหินร่ำตำละเอียด เพื่อให้ตัวแป้งดูดซับน้ำหอม จากนั้นค่อยเอาแป้งน้ำหอมละลายลงไปในตัวน้ำที่อบร่ำควันเทียน จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นน้ำอบที่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจและมีสีเหลืองอำพันเป็นเอกลักษณ์”
คุณน็อต - ดิษฐพงศ์ ธ.เชียงทอง
ทายาทรุ่น 4 ของน้ำอบนางลอย
เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่น่าพอใจ แม่เฮียงจึงเริ่มจำหน่ายน้ำอบไทยครั้งแรกที่ตลาดนางลอย ข้างวัดบพิตรพิมุข เขตจักรวรรดิ กรุงเทพฯ รูปแบบการขายในตอนนั้นเป็นการตวงจำหน่าย โดยลูกค้าจะเป็นคนนำภาชนะของตนมาบรรจุน้ำอบไทยและนำกลับไปใช้
หลังจากนั้นก็เกิดการบอกต่อปากต่อปากถึงกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘น้ำอบไทยของแม่เฮียงที่ตลาดนางลอย’ นานวันเข้าคำพูดก็เริ่มเพี้ยนไปเป็น ‘น้ำอบไทยนางลอยของแม่เฮียง’ ก่อนจะกลายมาเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของ ‘น้ำอบนางลอย’ ในที่สุด
“ผมคิดว่าย่าเฮียงน่าจะเป็นเจ้าแรกที่ทำน้ำอบไทยประยุกต์ขาย และด้วยความแปลกใหม่ทำให้ลูกค้าติด ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ เพราะไม่ต้องเสียเวลาทำเอง และมีอายุการใช้งานนานกว่าน้ำอบดอกไม้สดที่ทำเอง สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานกว่า แถมยังเป็นกลิ่นที่คนส่วนใหญ่ชอบและให้การยอมรับด้วย เพราะเป็นสูตรที่ไม่ใช่ดอกไม้ไทยล้วน แต่มีการผสมน้ำหอมฝรั่งเข้าไป ทั้งหมดนี้ช่วยแก้ Pain Point ให้คนในยุคนั้นได้ทั้งหมด”
เมื่อน้ำอบไทยนางลอยของแม่เฮียงขายดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมีการนำน้ำอบบรรจุขวดแก้ว ติดฉลาก ปิดฝาจุกก๊อก และผนึกด้วยครั่งซึ่งมีสีแดง จนเกิดเป็นภาพจำว่า น้ำอบนางลอยต้องฝาสีแดง
“ปัจจุบัน รูปแบบผลิตภัณฑ์เป็นการใช้จุกด้านในและปิดด้วยฝาเกลียว และยังคงเอกลักษณ์ฝาสีแดงอยู่ เพื่อให้คนเห็นแล้วจำได้ เช่นเดียวกับโลโก้นางฟ้าบนก้อนเมฆที่ถือขวดน้ำอบ และใช้สีแดง ขาว น้ำเงิน เพื่อสื่อถึงความเป็นไทย”
ไม่เฉพาะชื่อเรียกติดหูและรูปลักษณ์เตะตา คุณภาพของน้ำอบนางลอยสามารถประทับอยู่ในใจคนไทยจากรุ่นสู่รุ่นได้ด้วยกรรมวิธีการปรุงน้ำอบด้วยมือในทุกขั้นตอน ที่ยังคงสืบสานทุกวัตถุดิบและขั้นตอนดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนผสมของกำยาน น้ำตาลทรายแดง ผิวมะกรูด และไม้จันทน์หอม
คุณน็อตเล่าถึงกระบวนการทำน้ำอบนางลอยที่เริ่มด้วยการต้มเปลือกชะลูดในน้ำสะอาดจนเดือดได้ที่น้ำจะมีสีเหลืองอ่อน ๆ จากนั้นพักเอาไว้จนกว่าน้ำจะเย็น ค่อยนำมากรองให้สะอาด ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการ ‘ร่ำ’ ด้วยการนำกำยาน น้ำตาลทรายแดง ผิวมะกรูด และไม้จันทน์หอม มาบดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเผาถ้วยตะครันให้ร้อนแดง นำไปวางบนทวน (แท่นสำหรับวางตะครัน) ในโถอบที่เติมน้ำต้มชะลูดจนเต็มแล้ว ตักเครื่องหอมลงในตะครันที่ร้อนแดง แล้วรีบปิดฝาโถให้สนิท
โถอบที่ใช้ในกระบวนการร่ำน้ำอบ
อบเครื่องหอมซ้ำ 8 รอบ (รอบละประมาณ 15-20 นาที) โดยรอบสุดท้ายใช้เทียนหอมสูตรเฉพาะของนางลอยวางลงบนตะครัน เพื่อให้น้ำตาเทียนเคลือบบนผิวน้ำ ทำหน้าที่กักเก็บกลิ่นหอมให้คงอยู่ยาวนาน
สำหรับขั้นตอนการปรุงกลิ่นน้ำอบ เริ่มด้วยการนำพิมเสนบดละเอียดมากรอง แล้วละลายลงในน้ำที่อบแล้ว จากนั้นผสมแป้งหอมและหัวน้ำหอม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนนำมากรองและละลายผสมกับน้ำ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการผลิตน้ำอบสีเหลืองอำพันที่มีกลิ่นหอมเย็น เอกลักษณ์เฉพาะตำรับนางลอย
จากเครื่องหอมคู่กายในชีวิตประจำวัน
สู่กลิ่นหอมเฉพาะกิจในวันสงกรานต์
“ลองนึกถึงสมัยก่อนที่แต่ละบ้านมีน้ำอบกลิ่นเฉพาะของตัวเอง เมื่อถึงเวลานำน้ำอบไปใช้ในงานวัฒนธรรมประเพณี ก็เหมือนมาประชันกลิ่นกันกลาย ๆ ”
คุณน็อตบรรยายถึงบรรยากาศในเทศกาลสำคัญ ๆ เมื่อทุกบ้านนำความหอมสูตรเฉพาะครัวเรือนมาประพรมพระพุทธรูปหรือรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล
“ในเทศกาลสำคัญ ๆ อย่างสงกรานต์ ทุกบ้านก็จะนำน้ำอบที่ทำเองไปสรงน้ำพระเพื่อให้ความหอมของบ้านเราไปประพรมอยู่กับองค์พระพุทธรูปในวันปีใหม่ น้ำอบจึงถูกผูกเข้ากับเทศกาลงานประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ใช้ในงานบุญ งานบวช งานแต่งงาน ฯลฯ”
น้ำอบนางลอยขวดใหญ่ในยุคแรกที่เริ่มบรรจุขวดจำหน่าย
“แม้แต่งานศพก็เช่นกัน ผมคิดว่าเหตุผลที่คนในปัจจุบันเริ่มมีความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปว่าน้ำอบเอาไว้ใช้กับศพหรืองานอวมงคล อาจจะเริ่มมาจากการที่ในยุคหนึ่ง เมื่อสิ้นคุณย่าคุณยาย ซึ่งท่านชอบใช้น้ำอบเป็นประจำ ลูกหลานเลยอยากให้ท่านได้ใช้น้ำอบกลิ่นนี้เป็นครั้งสุดท้าย จึงมีการประพรมน้ำอบให้กับท่าน จนสืบทอดประเพณีต่อ ๆ กันมา ทำให้ตอนนี้ถ้าไปถามเด็กรุ่นใหม่ว่ารู้จักน้ำอบไหม เขาอาจจะรู้ว่า น้ำอบมีไว้ใช้ในเทศกาล แต่ไม่รู้ที่มา ไม่รู้ว่าทำไมต้องใช้ รู้แค่ว่าต้องทำ เพราะพ่อแม่เคยพาไปวัดและสรงน้ำพระ”
“การไม่รู้จักที่มาหรือรากเหง้าอาจทำให้เด็กรุ่นใหม่มองว่าน้ำอบไม่ใช่ของจำเป็น เขาอาจจะเลิกใช้ จนทำให้น้ำอบหายไปจากไทยในวันหนึ่งข้างหน้าก็ได้” ทายาทรุ่นที่สี่ของน้ำอบนางลอยคาดการณ์จากประสบการณ์ที่พบเจอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อุดมการณ์ที่สืบสานสั่นคลอนลงแม้แต่น้อย
น้ำอบนางลอยแบบบรรจุในผอบ
“ผมและน้อง ๆ ไม่ได้สืบทอดเฉพาะสินค้าที่เป็นกิจการครอบครัว แต่เราภูมิใจที่ได้สืบทอดหนึ่งในวัฒนธรรมประเพณีของไทยที่ยังหลงเหลืออยู่ หลายอย่างสูญหายไปตามกาลเวลา หลายอย่างมีการเปลี่ยนรูปลักษณ์ แต่ตัวผลิตภัณฑ์ยังคงอยู่ ปัจจุบัน คุณพ่อก็ยังคงดูแลกิจการน้ำอบนางลอยอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งฝากฝังให้น้ำอบนางลอยจะต้องคงความเป็นไทยเอาไว้สืบไป”
“ในช่วงแรกที่ผมมารับช่วงดูแลกิจการต่อ รวมถึงน้อง ๆ ที่มาช่วยงาน ด้วยความเป็นคนสมัยใหม่จึงมีแนวทางในการขยับขยายธุรกิจเพื่อให้ไปไกลกว่านี้ ขายได้ดีกว่านี้ แต่ถ้าความคิดที่เรานำเสนอต่อคุณพ่อไม่มีความเป็นไทย ก็จะโดนปัดตกทันที หลังจากนั้น เมื่อผมได้ทำงานนานวันเข้าถึงได้เข้าใจว่า การรักษาเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมคือสิ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้จริง ๆ นี่เป็นเหตุผลที่นางลอยยังมีรูปลักษณ์แบบดั้งเดิมโดยไม่มีการรีแบรนด์”
แพ็กเกจพิเศษ "นางลอยร้อยร่ำ" ฉลองปีที่ 99 ของน้ำอบนางลอย
ปัจจุบัน วัตถุดิบตามธรรมชาติบางตัวเริ่มหายาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น กำยาน ที่ต้องนำเข้าจากประเทศลาวที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์กว่าไทย หรือขี้ผึ้ง ที่คุณภาพเริ่มไม่ดีเท่าในสมัยก่อน เพราะป่าตามธรรมชาติน้อยลง ความหอมที่เคยได้จากดอกไม้ที่ผสมผสานกันหลากหลายชนิดจึงลดลง
“โจทย์ที่ท้าทายสำหรับรุ่นผมนอกจากเรื่องของวัตถุดิบ ก็คือ เรื่องตลาด เพราะน้ำอบอิงอยู่กับวัฒนธรรมประเพณีไทยเท่านั้น ไม่มีใครเข้าใจหรือรู้จักน้ำอบเหมือนคนไทย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคงไว้คือการรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้ให้ยาวนานที่สุด หากคนไทยยังมองเห็นคุณค่า เราก็จะยังคงอนุรักษ์และผลิตน้ำอบนางลอยด้วยกรรมวิธีคุณภาพในแบบดั้งเดิมต่อไป”
ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์น้ำอบนางลอย
แม้ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่อาจมีการใช้งานน้ำอบไทยในชีวิตประจำวันลดลง แต่เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ กลิ่นหอมเย็นของน้ำอบไทย รวมถึงธรรมเนียมการประแป้งด้วยดินสอพองหรือแป้งหินร่ำ ก็ยังคงอยู่คู่วันปีใหม่ไทย ด้วยเหตุนี้ ตระกูล ธ.เชียงทอง จึงรู้สึกภาคภูมิใจและยึดมั่นที่จะสืบสานตำนานน้ำอบไทยให้ยังคงอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยตราบนานเท่านาน
