

เมื่อ ‘มอส-มายด์’ เป็นฝ่ายถูกสัมภาษณ์ คุยเรื่องมิตรภาพที่ผลิบานในบริษัทของเรา
Better Life / People
27 Feb 2026 - 8 mins read
Better Life / People
SHARE
27 Feb 2026 - 8 mins read
เวลานี้คงไม่มีบริษัทไหนที่มีคนดังตบเท้าเข้าต่อคิวรอสมัครฝึกงานมากเท่า ‘บริษัทของเรา’ ของพี่มอสกับยัยมายด์
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่ มอส - ปฏิภาณ ขุนเงิน ยังเป็นครีเอทีฟให้กับช่องตู้ซ่อนหมีทาง YouTube เขาได้พบกับ มายด์ - สุพรรษา น้องฝึกงานคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา จึงชักชวนมาทำคอนเทนต์ฝึกงานตลก ๆ ลง TikTok จนกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน มอสชวนมายด์สวมบทบาทเป็นเจ้านายตัวจี๊ดกับเลขาฯ สุดกวนในบริษัท พากันนั่งสัมภาษณ์เด็กฝึกงานตลก ๆ จนทุกวันนี้มีคนดังรอต่อคิวมาสัมภาษณ์กับพี่มอสและยัยมายด์กันไม่หวาดไม่ไหว
ใครจะคิดว่าจากคอนเทนต์ที่ถ่ายเล่นกันสองคนจะทำให้ทั้งคู่มีวันนี้ การพบกันของทั้งคู่อาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เรื่องราวหลังจากนี้คือความตั้งใจ LIVE TO LIFE จึงชวนพี่มอสและยัยมายด์เป็นฝ่ายถูกสัมภาษณ์ และคุยเรื่องการงานและความสัมพันธ์ของทั้งคู่
บนชั้นสองของร้านน้ำเงี้ยวคือ ออฟฟิศที่มีฉากหลังคุ้นตาที่เราเห็นจากหลายคลิปสุดไวรัลของช่อง พี่มอสสวมสูทสีดำซิกเนเจอร์ กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ส่วนยัยมายด์ส่งยิ้มกว้างมาทักทาย พร้อมเสียงหัวเราะอันคุ้นเคย
มอสกับมายด์เริ่มมาสนิทกันตั้งแต่ตอนไหน
มอส : “เริ่มสนิทกันเพราะมายด์เป็นน้องฝึกงาน เราทำงานด้วยกัน คุยกันทุกวันเรื่องทำคอนเทนต์ พอมีงานลูกค้า เราชวนมายด์มาเล่น กลายเป็นว่าเล่นด้วยกันเกือบทุกคลิป จากเคยเจอกันอาทิตย์ละ 3 วันก็กลายเป็นไม่มีวันไหนที่ไม่เจอ”
มายด์ : “ตอนฝึกงาน พอฝึกไปสักพักจะมีช่วงที่ทุกเย็นเราชวนกันไปหาของกินแถวที่ทำงาน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มอยู่กับพี่มอสมากขึ้น รู้สึกสบายใจ เริ่มกล้าพูดด้วยมากขึ้น น่าจะเป็นช่วงนั้นที่เราสนิทกัน”
มอส : “พอทำงานด้วยกันทุกวัน มีอะไรก็จะเล่าให้กันฟังตลอด เช่น เริ่มปรึกษาเรื่องความรัก ช่วงแรก ๆ เข้าไปถ่ายคอนเทนต์ที่ออฟฟิศไม่ได้ เพราะมายด์ฝึกงานจบแล้ว เลยต้องมาถ่ายที่คอนโดของตัวเองแทน ต้องเขียนสตอรี่กลางคืนบ้าง ถ่ายทั้งวันบ้าง น้องก็มานอนที่คอนโดเรา”
มายด์ : “พี่มอสบอกรหัสโทรศัพท์ ให้คีย์การ์ดห้อง ก็เลยรู้สึกว่าสนิทมากขึ้น”
ทำไมมอสถึงสนิทกับมายด์มากที่สุดในบรรดาเด็กฝึกงาน มีอะไรที่เหมือนกัน
มอส : “ชีเป็นคนมีคาแรกเตอร์ พอเล่นด้วยกันแล้วมันได้ มู้ดของคลิปออกมาดี ลูกค้าชอบ คนดูก็ชอบ ก็เลยกลายเป็นคนนี้”
มายด์ : “พี่มอสเป็นคนที่เอเนอร์จี้ล้น อยู่กับพี่คนนี้แล้วสนุก ได้ขำตลอด หัวเราะทุก 5 นาที ก็เลยชอบอยู่ด้วย”
วันนี้ทั้งสองคนมีชื่อเสียงแล้ว ชีวิตเปลี่ยนไปจากช่วงฝึกงานอย่างไรบ้าง
มอส : “ชีวิตเปลี่ยนมาก เราอยู่กับงานตลอดทุกวันเลย ไม่ได้นั่งดูว่าฉันดังขึ้น มันไม่เหมือนที่คนอื่นมองเข้ามา แต่เรารู้จากคอมเมนต์ เริ่มมีคนรู้จักเรามากขึ้น มาขอถ่ายรูป เริ่มมีคนติดต่องาน กลายเป็นว่าคนดังเขาดูคลิปเรารู้จักเรา เช่น ดูละครพี่แพท ณปภา มาตลอด วันนึงพี่แพทบอกว่าชอบมาก อยากไปออกรายการจัง เป็นความรู้สึกใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอ เพื่อน ๆ หรือคนรอบข้างที่บ้านก็อยากถ่ายรูปกับเรา ทั้งที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันมาตลอดชีวิต กลับบ้านครั้งล่าสุดที่ผ่านมา อยู่ ๆ มีคนมาจอดรถขอถ่ายรูปหน้าบ้านเยอะมากจนรถติด”
“อีกเรื่องคือความรัก ก่อนหน้านี้เราเป็นพนักงานประจำ ไม่มีชื่อเสียง เวลามีคนทักมาคุยก็จะรู้สึกว่าเขาอาจจะชอบเรา แต่ตอนนี้คิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว กลายเป็นคิดว่าเขาชอบเราจริง ๆ ไหม หรือแค่อยากมาคุยเล่น อยากมาถ่ายคอนเทนต์ด้วย หรืออยากคุยเพราะเห็นว่าเราเป็นคนดัง ทำให้รู้สึกว่าเขาไม่ได้เข้ามาเพราะชอบเราจริง ๆ ตอนนี้ก็เลยโสด ไม่มีแฟน จบ”
พี่มอสเน้นคำว่าโสดและไม่มีแฟนชัดมาก แล้วชีวิตของมายด์ล่ะ เปลี่ยนไปเยอะไหม
มายด์ : “ของหนูไม่ต่างมาก ชีวิตเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนตรงที่มีคนรู้จักมากขึ้น เวลาไปไหนก็มีคนทัก รู้สึกว่าต้องคิดเยอะขึ้น สมมุติออกไปข้างนอก ไปห้างที่คนเยอะ ๆ ไม่ว่าเราจะพูดอะไร จะทำอะไร เราต้องคิดเยอะขึ้น จากที่แต่ก่อนทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ ตอนนี้ต้องคอนเซิร์นมากขึ้น”
มีหลายคู่ที่กลายเป็นไวรัลและโด่งดังอย่างรวดเร็ว สุดท้ายแยกทางกันไปอย่างน่าเสียดาย อยากรู้ว่าทั้งคู่จัดการอย่างไร เมื่อต้องทำงานกับเพื่อน รับมือกับความดัง โดยที่ยังรักษาความสัมพันธ์และการงานเอาไว้ได้
มอส : “เวลาเราทำงาน มันมีปัญหาเกิดขึ้นทุกวัน เราแค่คิดว่าจะแก้ไขปัญหายังไง นอกเหนือจากนั้นคือความเข้าใจกัน เราก็ต้องเข้าใจว่าทุกคนทำหน้าที่อะไรบ้าง แล้วอีกอย่างคือความอะลุ่มอล่วย ทุกอย่างมีความตึง ความหย่อนไม่เหมือนกัน บางอย่างหย่อนได้ บางอย่างจำเป็นต้องตึง ก็ต้องตึง เพื่อให้ทุกคนเก่งขึ้น และให้ทุกคนสามารถซัพพอร์ตกันและกันได้”
“นี่เชื่อเรื่องการซัพพอร์ตกันและกันนะ วันนี้เราเป็นเจ้าของช่อง เป็นคนลีดทุกอย่าง การที่เราสามารถไว้วางใจคนรอบข้างได้เป็นอะไรที่ดีมาก ตอนนี้เราเลยต้องค่อย ๆ สอนกันไปว่าเพิ่มอันนี้หน่อย ลดอันนี้หน่อย พอมีปัญหาเกิดขึ้นก็คุยกัน”
“ถ้าเป็นเรื่องของเงิน นี่บอกแต่แรกเลยว่า แต่ละงานจะไม่เท่ากัน แล้วจะได้เท่าไหร่ บอกน้องเสมอว่าถ้ามีงานส่วนตัวก็ไปได้เลย ไม่ต้องรอแค่ที่เรา เราเคยเซ็นสัญญาเป็นอินฟลูฯ ช่อง YouTube มาก่อน เรารู้ว่าการมีสัญญาหรือการทำงานร่วมกับคนอื่นต้องขีดเส้นให้ชัดเจนจะได้ไม่มีปัญหากันทีหลัง เราขีดเส้นชัดมาตั้งแต่แรก และมายด์ก็รับรู้ทุกอย่าง”
ทำไมมอสถึงเชื่อเรื่องของการซัพพอร์ตกันและกัน และทำไมถึงยังเป็นมายด์เท่านั้นที่ยังเป็นคู่หูกับพี่มอส
มอส : “ตอนนี้กลายเป็นภาพจำไปแล้ว แต่ละคลิปยังไงก็ต้องมีมายด์ แต่บางครั้งมายด์อาจจะไม่ว่างมาเล่นให้ เราก็จะให้คนอื่นมาแทนนะ นี่ชอบหาคอมมูนิตี้ ชอบดูว่าใครเหมาะจะเล่นเรื่องอะไร ทุกคลิปมีมอสและมายด์แน่นอน แต่บางเรื่องเหมาะกับพี่บุญรอดมาก เราก็ชวนพี่บุญรอดมาเล่น หรือจะเป็นพี่ภูเขา พี่เบน หรือพี่นิโคล มีอีกเยอะมากที่เราเตรียมถ่ายทำกันไว้”
“พี่ฝน MonsterFon เคยบอกว่า ‘มึงต้องผลัดกันเหยียบหัวกันขึ้นไป วันนี้เรากำลังมา เราเหยียบคนอื่นขึ้นไป แต่ต้องดึงกันขึ้นไปด้วยกัน พอเป็นวันที่เขาเหยียบเราขึ้น มึงก็ให้เขาเหยียบขึ้นไป ผลัดกันไต่ขึ้นไป มันคือการไปด้วยกัน’ ยังเชื่อเรื่องของความสม่ำเสมอในการลงคลิป ว่าถ้าเราฟีดตลอด มันจะทำให้เราไม่ขาดรายได้แน่นอน อย่างพี่บุญรอด หรือใครก็ตามที่ช่องเขาอาจจะไม่ได้กระแสดีเหมือนเดิม เราก็ช่วยกัน เผื่ออีกหน่อยวันหนึ่งเราดรอป เขาขึ้น จะเห็นว่าป้าตือจะถ่ายคอนเทนต์กับลูก ๆ ทุกคน ลงทุกช่อง เราจะเห็นเขาอยู่ตลอด อย่างช่องมายด์เองก็ถ่ายมอสลง สลับกับช่องหลังบ้าน”
มายด์ : “ตอนนี้หนูยังจับจุดคอนเทนต์ส่วนตัวไม่ได้ แต่ที่ชอบทำแล้วรู้สึกโอเคคือลิปซิงค์เพลง เล่นตามแผ่นเสียง หรือถ้าวันนี้พี่มอสตลก พี่มอสทำอะไรสักอย่าง หนูจะถ่ายลงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย”
แล้วงานในช่องมอสมัดจุกทั้งสองคนแบ่งกันอย่างไร
มอส : “เราเขียนสตอรี่เองทั้งหมด ถ้า Approve แล้ว ค่อยส่งให้น้อง ๆ ดู ผู้ช่วยก็จะดูว่ามีพร็อพอะไรที่ต้องเตรียมบ้าง ไปถ่ายที่ไหน ดูเวลาการเดินทาง ส่วนมายด์ก็จะดูว่าต้องใส่ชุดอะไร บทพูดประมาณไหน ไปถึงเราก็โซะเลย ชีมายด์คือนักแสดงคนหนึ่ง แต่ก็มีช่วยดูอะไรต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย”
ทำงานด้วยกันทุกวันเคยผิดใจกันบ้างไหม แล้วเคลียร์ใจกันอย่างไร
มายด์ : “ไม่มีผิดใจแบบทะเลาะกัน แต่จะมีปัญหาเกิดขึ้น แล้วก็เรียกคุย มีวิธีการแก้ให้จบ พี่มอสจะพูดเลยว่า แก้ตรงไหน มีรอบหนึ่งหนูไปทำงานสายมาก หน้างานพี่มอสก็ทำงานปกติ แต่พอเสร็จงาน พี่มอสถึงค่อยเรียกคุยว่าวันนี้มาสาย รอบหน้ากะเวลาหน่อยนะ แค่นี้เลย”
มอส : “จริง ๆ เรื่องทำงานพลาด ก็พลาดกันทุกคน เราก็พลาดด้วย แต่ทุกคนต้องรู้ว่าจุดที่ตัวเองทำผิดคืออะไร งานของช่องเราไม่ได้เป็นงานยากขนาดนั้น แค่ดูภาพรวมในกล้องว่าตอนนี้หน้าเราเป็นยังไง เห็นสินค้าไหม สุดท้ายก็อยู่ที่สตอรี่ ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว พูดแบบนี้เลย เพราะฉะนั้นต้องทำให้ได้ ทำให้เพอร์เฟกต์ ต้องบอกตลอด เพราะบางทีเราทำงานกันเยอะ ก็จะมีหลงลืม ปล่อยเบลอ ปล่อยจอยบ้าง บางครั้งเราอาจจะจอยเกินไปต้องกระชับหน่อย”
พอต้องเปลี่ยนสถานะจากน้องฝึกงานมาทำงานด้วยกันจริง ๆ มอสดุกว่าเดิมไหม
มายด์ : “ไม่ดุเลย พี่มอสเป็นคนที่ลบภาพจำ First Jobber ของหนูออกไปเลยว่าพอเข้าไปทำงานแล้วสังคมมันอาจจะ Toxic หนูว่าพี่มอสเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะจริง ๆ แล้วคนเราไม่ได้ชอบโดนด่า โดนดุตอนทำงานผิด เวลาพี่มอสเรียกคุยก็จะคุยกันดี ๆ เราก็พยายามตั้งใจไม่ให้ผิดพลาดซ้ำอีก สมมุติถ้าเราโดนด่าหรือว่าโดนดุมาก ๆ นอกจากเราจะไม่โอเคกับจุดนั้นแล้ว งานเราก็จะยิ่งระเบิดไปอีก”
มอส : “บอกทุกคนตลอดว่าอยากให้ไปดูผลงานของพวกเรา บางทีจะมีความรู้สึกว่าถ่ายงานเสร็จแล้วขี้เกียจดูงานตัวเอง แต่นี่อยากให้ทุกคนดู เพื่อให้รู้ว่าเราเห็นอะไรบ้าง ถ้าคลิปมันตลก คนชอบ ก็ไปดูว่าเขาชอบเพราะอะไร หรือเขาไม่ชอบอะไร มีพลาดตรงไหน เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างนี่ไปออกรายการทีวี เกมโชว์ ก็ค่อย ๆ เรียนรู้เหมือนกันว่าเราต้องเล่นมุกประมาณไหน เราต้องหาแอร์ไทม์ให้ตัวเองยังไง เพราะทุก ๆ งานจ้าง เขาให้เงิน ถ้าเราไปทำโดยไม่ได้คิดถึงตรงนั้น เขาอาจจะไปเล่าต่อได้ว่าเสียดายตังค์จ้างเรา เราต้องบอกทุกคน เพราะตอนนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่การเป็นคนดังแล้ว เราทำเบื้องหลังมาก่อนก็เลยรู้เยอะ อยากให้เด็ก ๆ เก่งขึ้น”
มายด์ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานกับมอสบ้าง
มายด์ : “ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำงาน วิธีการคิด วิธีการพูดกับคนอื่น จริง ๆ ตัวหนูไม่ค่อยทันคน แต่พี่มอสเขาจะรู้หมด หนูคิดอะไรหนูก็จะตอบไปเลย แต่พี่มอสก็จะบอกว่าวันหลังให้ตอบแบบนี้แทนนะ”
แล้วมอสเองได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานกับมายด์บ้าง
มายด์ : “สรุปไม่ได้เรียนรู้เลย” (หัวเราะ)
มอส : “เราว่าเป็นเรื่องการเป็นผู้นำหรือเป็นหัวหน้า ตอนเราทำงานประจำ เราอาจคิดว่าเราไม่ต้องพูดดีกับน้องฝึกงานก็ได้ เดี๋ยวฝึกจบแล้วก็ไปแล้ว แต่พอเรามีลูกน้องที่ทำงานกับเราตลอด เราก็ต้องซื้อใจเขา แล้วดูว่าชีวิตเขาต้องการอะไรบ้าง ถ้าเขาทำงานแลกเงินกับเรา สิ่งที่เขาทำมันคุ้มค่าที่เราจะให้เพิ่มไหม เราดูภาพรวมทุกอย่างหมด มันเลยทำให้เราได้เรียนรู้การดูคนมากขึ้น”
ทำงานด้วยกันมานาน คิดว่าตอนนี้สนิทกันในระดับไหน คุยเรื่องอะไรได้บ้าง
มอส : “สำหรับนี่คุยได้ทุกเรื่อง”
มายด์ : “หนูไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว หนูจะชอบเคลียร์กับตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยบอกคนอื่น แต่พี่มอสถือว่าเป็นหนึ่งในคนที่ถ้าไม่สบายใจจริง ๆ ก็จะไปบอก มีครั้งหนึ่งไปเจอคอมเมนต์ไม่ดี ปกติจะจัดการความรู้สึกตัวเองก่อน เดี๋ยวก็หาย แต่อันนั้นมันไม่ออกไปสักที ก็เลยแคปให้พี่มอสดู พี่มอสก็บอกว่า เออ อย่าไปสนใจเลย คนพวกนี้เขาพิมพ์ไปอย่างนั้น แล้วพี่มอสก็จะบอกว่าอย่าไปให้ค่า”
มอส : “หรือบางทีแคปมาด่ากันลับหลังก็ได้ ช่วยกันด่าว่าเป็นอะไรมากป่ะ ทางออกคือแนวนี้เลย” (หัวเราะ)
มายด์ : “ปีนี้หนูอายุ 24 พี่มอส 31 พี่มอสเป็นคนที่ทำงานมานานแล้ว หนูรู้สึกว่าได้ซึมซับความคิดของคนวัยทำงานมา แต่มันไม่ใช่ความคิดที่ทำให้ Gen เราห่างกัน”
รู้สึกอย่างไรกับกระแสคู่จิ้นที่อยากให้มอสและมายด์เป็นคู่จริง
มอส : “โอ๊ย จริง ๆ เป็นเรื่องที่ดีนะ พอมีคนจิ้น คนก็ชอบ เวลาเราลงคลิปอะไรที่มันน่ารัก ๆ คนก็มาคอมเมนต์ เราก็ได้ยอด Engagement แต่ถามว่ามันทำให้เราสองคนเปลี่ยนไปไหม คือไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลย เราจะไม่ค่อยขายจิ้นแบบสวีท โมเมนต์มันมาเอง ยกเว้นถ้าเป็นคอนเทนต์ของเรา เช่น วันนี้ไปเดทกัน 1 วันกับมายด์ แบบนี้เราทำได้ แต่ถ้าอยู่ดี ๆ ให้เสิร์ฟ ก็ไม่ได้เสิร์ฟ เพราะมันบ้วน”
มายด์ : “ล่าสุด วันวาเลนไทน์ หนูซื้อดอกไม้ให้พี่มอสแล้วหนูก็ลงคลิป คนก็มาคอมเมนต์ว่า ‘หูย สารภาพรักเหรอ’ หรือ ‘เห็นไหม จะไม่ให้จิ้นได้ไง’ แต่ปกติก็เป็นคนชอบซื้อของให้คนอยู่แล้ว”
มอส : “แต่ตอนที่ซื้อมานี่ด่านะ ก็บอกว่า อ้าวหรอ ซื้อให้พี่หรอ แหม…”
มายด์ : “แหม แล้วกล้าที่จะด่า ตัวเองก็ไม่มีใครซื้อให้อยู่ดี” (หัวเราะ)
ถ้าไม่ใช่ทั้งคู่จิ้นและคู่จริง ทั้งสองคนนิยามความสัมพันธ์นี้ว่าอะไร
มอส : “แล้วแต่ช่วงเวลา ถ้าเวลาทำงานก็จะเป็นเพื่อนร่วมงาน แต่ในชีวิตประจำวันก็เป็นพี่น้อง พวกเราค่อนข้างที่จะสนิทกับครอบครัวกันและกัน นี่ก็ไปเจอครอบครัวมายด์ แม่ชีชวนไปทอดกฐิน แม่เราก็รักพวกชีทุกคน คนที่อยู่ในบริษัทก็รู้จักกันและรักกันหมดเลย”
มายด์ : “หนูไปบ้านพี่มอสบ่อยมาก ครั้งแรกไปถ่ายงาน ตื่นเต้น เกร็ง เราเป็นคนขี้กังวลว่าผู้ใหญ่จะชอบเราไหม ยิ่งต้องทำงานกับพี่มอสนาน ๆ พ่อแม่พี่มอสจะโอเคหรือเปล่า แต่เราก็ทำตัวปกติเหมือนเดิม เราเป็นคนแบบนี้แหละ ไปรอบแรกก็ไปกินข้าวบ้านเขาฉ่ำเลย เติมหลายรอบมาก อาจจะเป็นการซื้อใจแม่ เพราะแม่ทำกับข้าวให้กิน” (หัวเราะ)
มอส : “ไม่ว่าจะใครมา พวกชีดีใจ ต้อนรับหมด ชีเสิร์ฟทุกอย่าง ที่บ้านเราน่ารักมาก”
มายด์ : “ช่วงนี้พ่อกับแม่พี่มอสมาอยู่ที่นี่ หนูเดินเข้าร้านน้ำเงี้ยวแล้วรู้สึกว่าเหมือนเป็นบ้าน มีญาติผู้ใหญ่ที่เราชอบไปเล่นด้วย ชอบไปแกล้ง ก่อนหน้านี้จะรู้สึกตื่นเต้น วางตัวไม่ถูก เกร็งนิดหน่อย แต่รอบนี้เดินเข้ามาแล้วเจอแม่นั่งอยู่ หนูรู้สึกชินแล้วที่เจอแม่ที่นี่”
สนิทกันขนาดนี้อยากรู้ว่ามีมุมไหนที่แฟนคลับหรือคนทั่วไปอาจจะยังไม่เคยเห็นในตัวอีกฝ่าย มีแค่เราที่เห็นบ้างไหม
มอส : “นี่ว่าทุกคนเห็นหมดแล้ว เห็นเหมือนกัน เพราะว่าเราชีวิตจริงของเราเป็นอย่างนี้เลย ไม่น่าจะมีอะไรมากกว่านี้แล้ว”
มายด์ : “ถ้าของพี่มอสน่าจะเป็นเรื่องที่พี่มอสไม่ดุ แต่คนชอบถามหนูบ่อยมากว่าพี่มอสดุไหม หนูเลยบอกว่าจริงๆ ไม่ดุ เป็นคนที่คุยด้วยเหตุผล แต่แค่คีพลุค”
มอส : “แค่หน้านิ่งเฉย ๆ และพูดเร็ว พูดเสียงดัง”
มายด์ : “ใช่ คีพลุคพี่วีน กระโชกโฮกฮาก แต่จริง ๆ ไม่ดุเลย น่าจะเป็นนิสัยที่คนไม่เคยเห็น”
ถ้าให้เล่าถึงความตั้งใจหรือเป้าหมายของชีวิตในตอนนี้ แต่ละคนมีความตั้งใจอย่างไรบ้าง
มอส : “เป็นเป้าหมายระยะสั้นหมดเลย ล่าสุดอยากเปิดโฮมสเตย์ที่เชียงดาว เพราะไปเชียงดาวบ่อย และชอบเชียงดาวมาก เป้าหมายอีกอันคือทำบ้านให้เสร็จ และถ้าเป็นเป้าหมายที่ทดไว้ในใจคืออยากทำผลงานละครของตัวเองสักหนึ่งเรื่องที่ไปถ่ายทำภาคเหนือ เหมือนเรื่องไทบ้าน เป็นความคิดที่มีมานานแล้ว พอมีไทบ้านก็รู้สึกว่าเห็นภาพมากขึ้น เราน่าจะเป็นคนแรกที่เปิด ชาวภาคเหนือจะได้มีซีนสักที”
มายด์ : “หนูไปเล่นด้วยได้ป่ะ”
มอส : “หนูพูดเหนือไม่ได้ลูก”
มายด์ : “คือมันไม่ต้องพูดเหนือทุกคนไง เดี๋ยวคนภาคกลางเขาดูไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวหนูไปพูดกลางในเรื่องให้” (หัวเราะ)
แล้วความฝันส่วนตัวของมายด์คืออะไร
มายด์ : “หนูอยากมีบ้านไว้ให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ จริง ๆ หนูมีพี่ชาย 2 คน อยากให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ถ้าวันหนึ่งเขาไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ เขาก็สามารถมาอยู่บ้านหลังนี้ได้ แล้วก็อยากมีรถขับไปไหนมาไหน และอยากมีธุรกิจ อาจจะเปิดร้านขายของสักหนึ่งร้าน ให้แบบคนที่บ้านมาช่วยกันทำ เพราะตอนนี้รายได้ของแต่ละคนมันขึ้นอยู่กับดวงมาก แม่เปิดร้านขายของชำ รายได้ก็ไม่ได้ดี พี่ชายคนหนึ่งเปิดร้านขายของเก่า ช่วงนี้ก็ซบเซาลง เลยอยากให้ร้านที่เราเปิดเป็นที่สำรองของเขา ให้เขามาทำกันเอง ต่อยอดได้เลย”
แล้วทั้งสองคนมีความฝันร่วมกันไหม
มอส : “น่าจะเป็นเป้าหมายในการทำงานทุกวันนี้แหละเนาะ”
มายด์ : “ที่หนูนึกออกคือ ปีแรกที่หนูไปงาน TikTok Awards หนูพูดกับพี่มอสว่าปีหน้าหนูอยากมาในฐานะผู้เข้าชิงบ้าง แล้วปีที่แล้วเราก็ได้เป็นผู้เข้าชิงจริง ๆ”
มอส : “นั่นแหละ ความฝันจากนั้นก็คืออยากเดินไปรับรางวัลบนเวทีบ้าง”
มายด์ : “อยากให้เรื่องงานที่เราทำอยู่ตรงนี้มันไปไกลมากขึ้น หรือที่ชัดเจนเลยคืออยากเห็นพี่มอสชีไปเป็นผู้กำกับ แล้วเอาหนูไปเล่นด้วย อยากเล่นเยอะมาก”
LIVE TO LIFE ชวนมอสและมายด์มาตอบคำถาม Deep Talk ที่จะช่วยเผยความในใจและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นกว่าที่เคย นี่คงเป็นไม่กี่ครั้งที่เราได้เห็นทั้งคู่บอกความในใจต่อกัน
1. เรื่องที่ฉันภูมิใจในตัวเธอมากที่สุดคือ…
มอส : “พี่รู้สึกว่าพี่ค่อย ๆ ภูมิใจในตัวมายด์ เรื่องที่เธอพัฒนาตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมมาก และยังพัฒนาได้อีกเรื่อย ๆ เด็กที่ไม่เคยผ่านงานเบื้องหลังมาก่อนแล้วต้องมาอยู่เบื้องหน้า ต้องเจอดารา ศิลปิน เจอทีมงานมากมาย ไม่ได้กล้าแสดงออกขนาดนั้น แต่ต้องมาเล่นแล้วทำได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมาก”
มายด์ : “ภูมิใจในพี่มอสที่เป็นคนไม่หยุดคิด ชอบคิดแหละ”
มอส : “จริง เป็นคนชอบคิด”
มายด์ : “เป็นคนชอบคิด คิดหลายอย่าง เรื่องร้านน้ำเงี้ยว เรื่องงาน เรื่องรถ เรื่องบ้าน เรื่องเชียงดาว คือเป็นคนที่คิดในหัวเยอะมากแต่ไม่หลุดโฟกัสเลยสักเรื่อง เช่นเรื่องงาน พอกลับมาทำงานชีก็เจาะ มุ่ง อาจมีหลุดไปบ้างแต่น้อยมาก แล้วก็โฮลด์ทุกอย่าง และทุกคนไว้ได้ แบบไม่ได้ปล่อยใครไป นี่ภูมิใจ”
2. ช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันแล้วฉันชอบมากที่สุดคือ…
มอส : “เราสำหรับนี่นะ นี่ชอบช่วงที่เราถ่ายงานกันที่คอนโด เราอยู่กันสองคน แล้วทำทุกอย่างด้วยกันสองคน เอาคีย์การ์ดติ๊ด เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง แล้วก็วิ่งงาน เรียกรถ เออ มันเป็นช่วงเวลาที่พอผ่านไปก็ เออ ตลกดีเนอะที่ผ่านมาได้ เพราะเราทำทุกอย่างกันแค่สองคนจริง ๆ”
มายด์ : “ของหนูน่าจะเป็นช่วงฝึกงานตอนปลาย ช่วงที่ไปกินข้าวกับพี่มอสตอนเย็นบ่อย ๆ เราเดินออกไปหาซื้อผลไม้ด้วยกัน ยาวมาถึงช่วงคอนโดเหมือนกัน รู้สึกว่าช่วงนั้นมีแค่เราสองจริง ๆ แล้วพอมีกันแค่สองคนมันรู้สึกว่าสนิทกันมากกว่า ตอนนั้นหนูก็มีแค่พี่มอส มีอะไรก็จะเล่าไป แล้วก็สนิทกัน แต่พอตอนนี้งานเริ่มเยอะ ก็เริ่มไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ต้องโฟกัสหลายอย่างเกิน พี่มอสก็ทำหลายรายการ พอทำงานเยอะ เราก็คุยกันน้อยลง ไปเจอกันแค่ทำงานเลย น้อยครั้งที่จะคุยเรื่องอื่น มีช่วงที่รู้สึกว่าเราสนิทกันน้อยลงกว่าเมื่อก่อน”
มอส : “แล้วเราก็ต้องปรับ”
มายด์ : “เราก็ต้องพยายามคีพ จริง ๆ แล้วหนูไม่ค่อยคีพความสัมพันธ์ ใครจะไปก็ไป แต่ครั้งนี้พยายามคีพ ถ้าเจอ TikTok ที่พี่มอสชอบก็จะส่งให้ เช่น ปลา ทำกับข้าว เผื่อไปอยู่บ้านจะได้เอาไปลองทำ จะพยายามคีพเป็นระยะ ไม่ได้บ่อยขนาดนั้น แต่ว่าก็ไม่ได้ปล่อยไป”
มอส : “นี่ว่าการรักษาความสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งคืองาน ช่วงนี้งานเยอะ เลยไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ต้องเจอกันทุกวันในพาร์ตของงาน ไม่ค่อยได้เจออีพาร์ตเล่น ขนาดเราจะไปเกษตรแฟร์ก็ยังต้องไปถ่ายงานกันเลย เวลาเดินเล่นด้วยกันเฉย ๆ มันน้อยมาก”
มายด์ : “แต่หนูรู้สึกว่ามันดีนะ มันดีที่ว่าต่อให้เราไม่ค่อยได้คุยกัน แต่พอกลับมาทำงาน ตั้งกล้องถ่ายปุ๊บ เราก็ตลกกันได้เหมือนเดิม”
มอส : “ตลกแบบปกติ ตลกแบบเป็นงานด้วย”
3. คำพูดไหนที่ฉันพูดแล้วทำให้เธอรู้สึกดี
มอส : “น่าจะเป็นคำว่า ‘กินไหมคะ’ นี่ไม่ค่อยมีเวลาหาของกินให้ตัวเอง เวลาขึ้นรถ ชีจะชอบมีของกิน แล้วชีก็จะบอกว่า ‘พี่มอสกินได้นะ’ เราก็จะกินของที่ชีซื้อมาหมดเลย จบ คือกินแบบไม่ได้เกรงใจอะ” (หัวเราะ)
มายด์ : “สำหรับหนูคำพูดของพี่มอสน่าจะเป็นคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ เวลาทำงานผิดพลาด พี่มอสจะบอกว่า ‘ไม่เป็นไร ค่อยว่า’ พี่มอสจะไม่ดุ”
มอส : “แต่จริง ๆ รู้ป่ะว่าพี่ด่าในใจ”
มายด์ : “จริงป่ะ ! คือเป็นคนกลัวโดนดุเลยไม่ค่อยกล้าพูด แต่ถ้าตัดสินใจบอกไปแล้วจะเตรียมรับผล พี่มอสจะพูดว่า ‘ไม่เป็นไร ค่อยว่า’ เสมอ ทำให้รู้สึกดี และทำให้กล้าพูดมากขึ้น เพราะว่าเขาไม่ดุ ต่อให้ด่าในใจ หนูก็ไม่รู้อยู่ดี ไม่เป็นไร” (หัวเราะ)
4. เรื่องไหนที่อยากให้ฉันเข้าใจและไม่ตัดสินเธอ
มอส : “น่าจะเป็นเรื่องงาน แต่คิดว่ามายด์น่าจะรู้อยู่แล้ว เวลาพูดถึงการทำงาน จะต้องมีการแบ่งหน้าที่ ให้รู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร ไม่อยากให้รู้สึกว่าดุด่า แต่คิดว่านี่ว่ามายด์เข้าใจอยู่แล้ว”
มายด์ : “ของหนูจะเป็นเรื่องที่หนูไม่ค่อยพูดกับพี่มอส จะมีบางวันที่ถ่ายงานเสร็จ เก็บของ นั่งมอเตอร์ไซค์กลับบ้านคนเดียว คือจริง ๆ ไม่ได้มีอะไร แต่แค่อยากให้เข้าใจว่า บางวันอยากอยู่คนเดียว แต่ว่าไม่ได้อะไรกับพี่มอส ไม่ได้น้อยใจ ไม่ได้โกรธ แล้วหนีกลับบ้านไป บางช่วงแค่ชอบปลีกวิเวกคนเดียว อยากให้เข้าใจว่าหนูโอเค”
5. ฉันอยากขอบคุณเธอที่สุดเรื่อง…
มอส : “นี่ขอบคุณที่มายด์นะที่แบบ… ทนดี”
มายด์ : (หัวเราะ)
มอส : “เพราะงานมันหนักมาก แล้วต้องรับอารมณ์ เพราะนี่เป็นคนอารมณ์สวิง จริง ๆ ไม่ใช่แค่มายด์นะ น้องๆ ที่ทำงานทุกคนเลย ทุกคนทนอารมณ์นี่หมด ไม่ได้หมายถึงการด่านะ แต่หมายถึงเราเป็นคนชอบพูดเสียงดังไปก่อน คือทุกคนทน แล้วก็เข้าใจดีว่าเราไม่ได้ต้องการจะวีนจริง”
มายด์ : “จริง ๆ อาจจะไม่เข้าใจ แต่ทน” (หัวเราะ)
มอส : “นั่นแหละ ก็ขอบคุณที่ทน”
มายด์ : สำหรับหนูขอบคุณที่ไม่เคยทิ้งกันเลย จะมีคำพูดหนึ่งที่พี่มอสพูดว่าเสมอว่า ‘จะดูว่าในชีวิตเขาต้องการอะไรบ้าง’ ล่าสุดหนูไปตรวจเจอนิ่วในถุงน้ำดี พี่มอสก็ไม่ได้ปล่อยไป พี่มอสจะช่วยจ่ายค่ารักษาให้ด้วย
มอส : “คือกลัวอะ”
มายด์ : (หัวเราะ)
มอส : “กลัว เพราะชีไม่ค่อยดูแลตัวเอง คนป่วยสุขภาพต้องมาก่อน บางทีต้องเติมเลือด ชีก็ไม่ไปเติม จนต้องเอามาทำคอนเทนต์เพื่อบังคับให้ชีไปเติมเลือด ตอนนี้เป็นนิ่วอีก เป็นหลายอย่าง”
มายด์ : “หรือมีเรื่องอื่น ๆ ด้วย พี่มอสดูไม่ค่อยสังเกตคน แต่จริง ๆ รู้หมดว่าใครต้องการอะไร กำลังขาดอะไร หรือเป็นอะไร คอยสังเกตตลอด ขอบคุณที่พี่มอสสังเกตเห็นแล้วไม่ทิ้งกันนะ”
“ฮือ… พูดแบบนี้ไม่ชินอะ” มายด์ทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์
