‘มิ้นท์ ธนาพร’ เจ้าหน้าที่ป่าไม้สายฮีลลิ่ง ชวนผู้หญิงมาอาบป่าเพื่อค้นพบตัวเอง

31 Mar 2026 - 6 mins read

Better Life / People

Share

‘เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้’ ในภาพจำของใครหลายคนอาจดูแข็งกร้าว ทะมัดทะแมง แต่ มิ้นท์ - ธนาพร ตระกูลดิษ ทำให้เห็นว่าผู้หญิงธรรมดาก็ดูแลป่าได้ และยังทำให้เราเห็นว่า ‘ผู้หญิง’ กับ ‘ป่า’ มีสายใยบางอย่างที่ถักทอเชื่อมกันอย่างลึกซึ้ง

 

เธอเติบโตในกรุงเทพฯ และก้าวเข้าสู่โลกของวนศาสตร์ด้วยความบังเอิญ มิ้นท์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้แบบในภาพจำ เธอสวมเสื้อที่ตัดเย็บโดยกลุ่มแม่บ้านของชนเผ่า สะพายย่าม และไม่ลังเลที่จะถอดรองเท้าเดินบนพื้นหญ้า

 

สิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากป่าไม่ใช่แค่ชื่อต้นไม้หรือวิธีการดูแลรักษาป่า แต่เป็น ‘ปัญญา’ ที่ป่ามอบให้มนุษย์เรา 

 

มิ้นท์เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Wild Women Circle ที่ชวนผู้หญิงผู้มีอุดมการณ์จากหลากหลายอาชีพ มาอาบป่า (Forest Bathing) เพื่อเรียกคืน ‘อำนาจภายใน’ ของผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกบดบังไว้

 

บทสนทนาต่อจากนี้คือเรื่องราวของผู้หญิงที่ใช้  ‘พลังหญิง’ แสนอ่อนโยนและเย็นสบายดั่งสายน้ำและสายลม เข้าไปเติมเต็มในโลกใบนี้ และพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อผู้หญิงกลับมาเชื่อมต่อกับธรรมชาติและตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง ทุกสิ่งนั้นเป็นไปได้

 

มิ้นท์และการอาบป่า วันแรกที่รู้จักกันเป็นอย่างไร 
“ตอนเริ่มบรรจุใหม่ ๆ ที่สงขลา มีโอกาสได้ทำค่ายเยาวชนอนุรักษ์ป่า เราพาเด็ก ๆ ไปเล่นกับธรรมชาติ เยาวชนต่างจังหวัดบางคนเขามีความลำบาก พ่อแม่แยกทาง บ้านไม่มีเงิน ต้องไปขายพวงมาลัย เด็ก ป.5 ที่มาค่ายเล่าให้เราฟังว่าเวลาอยู่กับธรรมชาติมีความสุขมาก เราก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร จนได้ไปอบรมกับมูลนิธิโลกสีเขียวถึงรู้จักคำว่า Forest Bathing”

 

“พอได้อ่านหนังสือก็พบว่าเป็นสิ่งที่เราทำอยู่ตอนที่มีความทุกข์ เป็นสิ่งที่เราได้รับการเยียวยาจากป่า เลยเชื่อมั่นว่าจริง ๆ แล้วป่ามีศักยภาพมากกว่าที่นักวิชาการรู้ ป่าดูแลจิตใจและการเติบโตภายในของเราได้ด้วย เราเลยสนใจอยากพาผู้คนไปเชื่อมโยงกับป่า ให้เขาได้รับความผ่อนคลายและการเยียวยา จึงเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้สายฮีลลิ่ง”

 

ทำไมถึงนำการอาบป่ามาใช้ในองค์กรที่ทำงานอยู่

“ชีวิตราชการมีหลายอย่างที่ยากลำบาก ทั้งมายด์เซ็ตของวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิม ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้ง ๆ ที่ทำงานกับธรรมชาติ แต่ทำไมกลับไม่มีพื้นที่สำหรับความสร้างสรรค์เลย ตอนเรียนจบใหม่ ๆ เลยอยากทำงานในระดับจิตสำนึก เพราะอีเวนต์ที่ปลูกจิตสำนึกที่เราเห็นส่วนใหญ่เป็นการถือป้ายไวนิลและถ่ายรูป แล้วบอกว่าเรามีจิตสำนึกในการอนุรักษ์แล้ว”

 

“พอได้รู้จักการอาบป่า ทำให้เราเห็นว่าการทำงานระดับจิตสำนึกมันเป็นไปได้ ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องไปสัมผัส รู้จัก และเข้าใจ ถึงจะเชื่อได้ว่าสิ่งนี้ดี เรื่องราวที่เราสื่อสารมาจากเนื้อตัวของเรา ต่างจากการจำมาเล่า การอาบป่าพาเราไปไกลถึงขั้นที่ว่าสามารถขับเคลื่อนสังคมได้ โดยการทำงานกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ”

 

อยากให้เล่าเรื่อง Wild Women Circle

“Wild Women Circle รวมผู้หญิงที่ทำงานเกี่ยวกับธรรมชาติ ทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย NGO ข้าราชการ ฟรีแลนซ์ แม้กระทั่งเกษตรกรหรือทุกคนที่สนใจเรื่องการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมหรือทำงานร่วมกับธรรมชาติ เราสนใจกลุ่มผู้หญิง เพราะพลังการขับเคลื่อนในตอนนี้ขาดธาตุลมกับน้ำที่หมายถึงความสร้างสรรค์และความยืดหยุ่น มีแต่ไฟกับดิน เรารู้สึกว่าผู้หญิงเป็นพลังงานน้ำกับลมที่เติมเข้าไปในความแข็งกร้าวของสังคมได้ เลยอยากทำงานกับผู้หญิง” 

 

“ผู้หญิงมีความรักในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่เรามักถูกตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า เราเลยมีคำถามกับตัวเองเสมอ ในช่วงเวลาที่สับสน Wild Women Circle เป็นพื้นที่รับฟังความสับสน ให้ระบายความรู้สึกออกมา แต่งตัวยังไงก็ได้ ไม่ต้องแต่งหน้าก็ได้ กระบวนการอาบป่าจะช่วยให้ผ่อนคลายและเป็นตัวเอง มากกว่าโล่งใจคือจะได้เทมันออกมาแล้วจัดระเบียบใหม่ เราใช้กลไกของเซอร์เคิลในการให้ผู้หญิงมา Empower กันและกัน เกิดมุมมองใหม่ ๆ จากเรื่องราวของเพื่อน ซึ่งอาจไม่เคยเห็นในตัวเอง”

 

“พอล้อมวงคุยกัน เราจะได้รับฟังว่าความท้าทายในการทำงานของผู้หญิงแต่ละคนคืออะไร บางคนเผชิญกับเรื่องโครงสร้างอำนาจหรือวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิม บางคนมีประสบการณ์ไม่สบายใจจากคำพูด จนรู้สึกว่าพื้นที่นั้นยังไม่ปลอดภัย พอผู้หญิงกลับมาคอนเนกต์กับอำนาจภายในของตัวเองได้ เขาจะไม่กลัวและมีความกล้าที่จะสร้างสรรค์ เราได้ปลดปล่อยความทุกข์ข้างในออกมา ได้ร้องไห้ หัวเราะด้วยกัน ได้เห็นความหวังร่วมกัน”

 

ความหวังที่ว่านั้นหมายถึงอะไร

“ความหวังแรก คือหวังว่าฉันจะอยู่รอดได้อย่างไรในสายงานนี้ เพราะการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยใจรักและอุดมการณ์ ความหวังที่สองคือ ความหวังให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง เรารู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบต้องอาศัยมวลขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานมาปลูกดอกไม้ ทำงานใน NGO แม้เวลาและรายได้ไม่ตอบโจทย์ แต่ก็รักในสิ่งที่ทำ เวลาผู้หญิงมีเจตจำนงที่ชัดเจนมันมีพลังมาก ๆ”

 

กิจกรรมของ Wild Women Circle มีอะไรบ้าง 

“ปีนี้เราตั้งใจพาผู้หญิง คนรุ่นใหม่ไปเจอไวลด์วูเมนตัวจริง ล่าสุดเราไปบ้านห้วยอีค่าง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เราเจอ ‘หน่อแอริ’ อดีตผู้ใหญ่บ้าน เราชอบเขาตรงที่เป็นไวลด์วูเมนที่มีพลัง ในความเชื่อของปกากะญอ สิทธิของผู้หญิงถูกจำกัดไว้ในหลายด้าน เช่น ลูกผู้หญิงไม่ต้องไปแจ้งเกิด ไม่ต้องตั้งชื่อ ไม่ต้องเรียนหนังสือ ตอนหน่อแอริอายุ 13 เห็นเพื่อนไปอาบน้ำที่ลำธารแล้วโดนลวนลาม แกไปบอกผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอพูดในที่ประชุม นึกย้อนกลับไปตอนเราอายุเท่านี้เราคงไม่กล้าทำอะไรแบบนี้ อำนาจภายในของผู้หญิงคนนี้มีตั้งแต่เด็ก”

 

ได้เรียนรู้อะไรจากมุมมองผู้หญิงในชุมชนนั้นบ้าง 

“เราได้เห็นความพยายามจะอยู่รอดให้ได้กับป่าที่บ้าน นอกจากของกิน เขาต้องหาเลี้ยงชีพด้วย เขาเก็บเปลือกไม้มาย้อมสีผ้า มาทำเส้นด้าย ทอผ้า กิจกรรมเหล่านี้เป็นกุศโลบายให้ผู้หญิงได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้มีพื้นที่ของตัวเองและมีรายได้ของตัวเอง เป็นการเรียกคืนอำนาจให้ผู้หญิงเพราะเมื่อก่อนกระเป๋าเงินจะอยู่กับผู้ชายที่เป็นคนหาเลี้ยง”

 

“เวลาเราเดินในหมู่บ้านเขาจะเล่าว่าสมัยเด็กตรงนี้เคยมีอะไร เดินไปเจอปลีกล้วย เขาก็ลอกปลีกล้วยสีม่วง ๆ มารองเท้า เอาเชือกกล้วยมาผูกใส่เป็นรองเท้า เขามีความทรงจำกับธรรมชาติในชุมชน อยู่ในทุกช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่ถูกปั้นแต่ง ดังนั้นเวลาไปเที่ยว เราจึงไม่ต้องการสตอรี่ที่หวือหวา แต่เป็นสตอรี่ที่มาจากความรู้สึกของเขา ฉันรู้สึกกับดอกไม้ดอกนี้ เธอหยิบสิ่งนี้ให้ฉันชิม ฉันประทับใจเพราะเธอเคยกินตั้งแต่เด็ก เราได้เห็นชีวิตที่เรียบง่าย มีภูมิปัญญาที่อยู่ในนั้นและมันมีพลังมาก”

 

สิ่งที่ผู้หญิงในชุมชนจะได้เรียนรู้จากผู้หญิงที่ไปเยือนคืออะไร 

“เราพาผู้หญิงไปเยือนป่าผู้หญิงและป่าสะดือ ไปเก็บเปลือกไม้มาย้อมผ้า แช่เท้าสมุนไพร และเติมทักษะกระบวนกรให้กับผู้นำทำกิจกรรมในหมู่บ้านของชุมชน กระบวนการหลักของเรายังใช้การเชื่อมโยงกับธรรมชาติเพื่อให้เขาผ่อนคลาย เราพาผู้หญิงชนเผ่าไป Grounding ผ่อนคลาย ฟังเสียงป่า ดมกลิ่นป่า สัมผัสป่า จากนั้นให้เขาปลีกวิเวก และใช้เวลาส่วนตัวของเขาในป่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ไปนั่งตามโคนต้นไม้ใหญ่แล้วงีบหลับไปเลย แล้วเราก็มารีเฟลกต์กัน หน่อแอริบอกว่าห้าปีที่ผ่านมาไม่ได้นอนกลางวันเลย พอได้งีบหลับ เขารู้สึกเหมือนได้กลับมาหาตัวเอง ได้รู้ว่าฉันต้องดูแลตัวเอง ฉันต้องพักผ่อน”

 

“เราไม่ได้แค่ Empower ให้ผู้หญิงมีอำนาจแค่ภายใน แต่พยายามสร้างสมดุลกับโลกภายนอก การอาบป่าจะเข้าไปเสริมมิติภายใน ให้ผู้หญิงที่นั่นได้มีโอกาสทิ้งตัว สู้แค่ไหนก็ต้องพัก ช่วยเติมเต็มผู้หญิงได้มากขึ้น”

 

“วันนั้นเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก ตัวเราเองก็ได้รับการสื่อสารจากต้นไม้ให้ขอบคุณพวกเขาที่ช่วยดูแลป่า เราล้อมวงจับมือกันแล้วส่งพลังขอบคุณป่า และยังเป็นพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่ทำเพื่อขอบคุณผู้หญิงทุกคนที่ต่อสู้เพื่อธรรมชาติอีกด้วย”

 

ผู้หญิงนักขับเคลื่อนที่ไปเยือนชุมชนได้รับประสบการณ์ใดบ้าง

“ในวงนั้นมีน้องยะห์ (ไครียะห์ ระหมันยะ) นักขับเคลื่อนเรื่องทะเลจะนะ น้องเกิดมาในครอบครัวนักขับเคลื่อน เริ่มต่อสู้ตอนอายุ 12 ปี ตอนนี้เป็นเด็กสาวอายุยี่สิบกว่าที่โตไวมากเพราะต้องขับเคลื่อน เขาเล่าว่าตอนเด็กนั่งเล่นที่บ้าน เห็นปลาโลมากระโดดอยู่หน้าบ้าน เหตุผลง่าย ๆ ที่ลุกมาสู้คือ กลัวไม่มีอาหารทะเลกิน เขาตรงไปตรงมาว่าฉันกำลังสู้เพื่ออะไร มีความตั้งใจอะไร และทำสิ่งนั้นด้วยความซื่อตรง เป็นพลังที่สำคัญมาก น้องบอกว่าสิ่งที่สัมผัสได้คือรู้สึกเหมือนบรรพบุรุษทะเลได้มาคุยกับบรรพบุรุษป่า”

 

“ไม่ว่าผู้หญิงเจเนอเรชันไหน ต่างก็ต้องการการพักผ่อนเหมือนกัน การพักผ่อนที่แท้จริงคือการทิ้งตัวไม่ต้องทำอะไร จากการที่ไปทำอาบป่าหลายที่ บางคนพอเห็นต้นไม้แล้วคิดว่าเรารู้จักต้นไม้แล้ว แต่พอเราชวนให้เอามือไปสัมผัส ไปนั่ง ไปนอนกับต้นไม้ มันคือประสบการณ์ที่เขาไม่เคยได้รับ พอผู้หญิงได้ใช้เวลา ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างงามขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ละเอียดขึ้น เขาเองก็ได้กลับมาได้ยินเสียงของตัวเองที่ไม่เคยได้ยิน”

 

อยากให้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะผู้หญิงของมิ้นท์ว่าการอาบป่าเคยช่วยเราไว้อย่างไร

“น่าจะเป็นเรื่องสายงานป่าไม้ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ชายเป็นหลัก ทำให้โอกาสที่ผู้หญิงจะก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำยังมีไม่มาก ทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงบางคนได้ตำแหน่งระดับสูง แต่เสียงของเขาก็ไม่ถูกได้ยินเท่าเสียงผู้ชาย”

 

“ปัจจุบันทีมเรามีผู้หญิงมากกว่า พอจะไปสัมภาษณ์โรงค้าไม้ เขามีภาพจำในอดีตว่าเราจะมาเก็บค่านู่น ค่านี่ บางคนเขาอาจด่าเราเลย แต่ผู้หญิงเหล่านี้มีศักยภาพที่จะฟัง เจอตำหนิก็ไม่เป็นไร  เรานั่งฟังเขาระบายอยู่นาน แล้วค่อย ๆ อธิบายว่ามาเก็บข้อมูลวิจัย เรารู้สึกว่าพลังของผู้หญิงทำให้งานบางอย่างที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้ พอเราฟังเขา เขาก็ฟังเรา ความเป็นผู้หญิงช่วยเปิดใจประชาชนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนดีขึ้น”

 

“การที่เราจะส่งบริการดี ๆ ให้กับประชาชน เราก็ต้องเข้าใจตัวเองก่อน ก่อนที่เขาจะไปเข้าใจประชาชน เราก็ใช้การอาบป่าเป็นแกนในการหลอมรวมทีมเรา เวลาไปออกอีเวนต์หรือสอนประชาชนอาบป่า เราก็พาลูกทีมไปด้วย”

 

ในฐานะที่มิ้นท์เองก็เติบโตในเมือง ในมุมของคนในเมืองอาบป่าดีต่อชีวิตเราอย่างไร 

“ความป่วยไข้ของคนเมืองมาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่เราปากไม่ตรงกับใจ เมื่อข้างในกับข้างนอกไม่ตรงกัน ความรู้สึกจะค่อย ๆ สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้วันหนึ่งเกิดคำถามขึ้นว่าเราเป็นใคร ทำสิ่งนี้เพื่ออะไร กำลังจะไปไหน แต่ละคนไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังบั่นทอนตัวเองอยู่ แม้กระทั่งการพยายามสร้างภาพให้ดูดี บางครั้งเราแต่งหน้า แต่งตัวให้ดี เพื่อให้คนอื่นยอมรับ แต่แท้จริงเราอยากทำจริง ๆ ไหม การอาบป่าพาทุกคนกลับมาเห็นว่าแท้จริงแล้วฉันคือใคร รู้สึกอะไรและต้องการอะไร ให้ข้างนอกกับข้างในตรงกัน การได้ปลีกวิเวก ใช้เวลากับตัวเองทำให้ได้ทบทวนว่าที่ผ่านมาเป็นยังไง ธรรมชาติเอื้อให้เราได้รีแลกซ์พอที่จะมองมันอย่างตรงไปตรงมา”

 

เครื่องมือของป่าคืออะไร ทำไมป่าจึงมีความสามารถนั้น

“เราเห็นผืนดิน สัมผัสแสงแดด สายลม รับรู้ได้ด้วยร่างกาย และยังสามารถรับเอาความมั่นคงของผืนดินเข้ามาด้วย เราใช้เวลาในชีวิตประจำวันของเราไปแบบรีบ ๆ นั่งก็แค่นั่ง ไม่ได้สัมผัสถึงความมั่นคงใด ๆ ใจความของมันคือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ เหมือนเราแค่นั่งมองตากัน ได้สัมผัสกันโดยไม่ต้องคุยกันก็ได้ จะได้รับรู้ประสบการณ์ว่าคนนี้สัมผัสแล้วรู้สึกผ่อนคลาย หนักแน่น สบาย มีหลายเลเยอร์”

 

“ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เราสานสัมพันธ์กับธรรมชาติได้ ง่ายที่สุดคือพาตัวเองไปนั่ง นอน เอาขาจุ่มน้ำ มองแดด ใบไม้ สัมผัสลมที่พัดมา ง่ายที่สุดคือทิ้งตัวลงไปบนพื้นหญ้าเลย เพราะในชีวิตประจำวันของคนเมืองเราไม่มีโมเมนต์ทิ้งตัวเลย หาเวลา 5-10 นาทีทิ้งตัวให้ผืนดินรับเราเอาไว้แล้วงีบหลับ ลองดูว่าดีขึ้นไหม ถ้ายังไม่พร้อม ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ก็ใช้สื่อกลาง เช่น เปิดเสียงยูทูบฟังเสียงน้ำ เสียงลม ดนตรี กล่อมให้ตัวเองนอนหลับ”

 

“บางคนกลัวธรรมชาติ แค่เปลี่ยนความกลัวเป็นความเข้าใจก็หาระยะปลอดภัยที่จะอยู่กับเขาได้ บางคนกลัวมดกลัวแมลง แต่พอได้อาบป่ากับเรา เขาได้เห็นว่ามดแมลงก็เป็นชีวิตหนึ่งที่พยายามจะรักษาชีวิตมันเหมือนกัน ก็เปลี่ยนความกลัวเป็นพลังเมตตาได้ ฉันเห็นเธอได้นะ ฉันอยู่กับเธอได้นะ นี่คือระยะปลอดภัยที่ฉันจะให้เธอ”

 

ถ้าไปอาบป่ากับมิ้นท์เราจะได้ทำอะไรบ้าง

“เรานิยามคำว่า ‘ป่า’ และ ‘ธรรมชาติ’ เป็นมวลรวม นอกจากป่าที่เป็นโลกของธรรมชาติ ตัวเราเองก็คือธรรมชาติ ร่างกาย จิตใจ ความคิด ความรู้สึก การรับรู้ทั้งหมดเป็นธรรมชาติ คนที่อยู่กับเราก็เป็นธรรมชาติหน่วยหนึ่ง”

 

“การอาบป่าในมุมของเรา คือการทำให้ 3 สิ่งนี้เชื่อมโยงกัน คือ เชื่อมโยงกับตัวเอง เชื่อมโยงกับผู้คนที่มาอาบป่าด้วยกัน และเชื่อมโยงกับโลกธรรมชาติ ในกระบวนการจึงมีพาร์ทสะท้อนตัวเอง พาร์ทแลกเปลี่ยน และพาร์ทที่อยู่กับธรรมชาติ เพื่อให้ทั้ง 3 สิ่งนี้ไม่แยกขาดจากกัน เวลาที่เรากลับไปอยู่ในโลกความเป็นจริง เราจะเชื่อมโยงกับตัวเองและผู้คนได้”

 

“สิ่งที่เป็นปัญหาของผู้คนในยุคนี้ คือความสัมพันธ์ของคนด้วยกัน หรือความสัมพันธ์ต่อตัวเองที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วฉันคือใคร การเชื่อมกับธรรมชาติข้างนอก จึงพาเราย้อนกลับมาเชื่อมกับธรรมชาติในตัวเรา ถ้าเข้าใจธรรมชาติในตัวเราว่าปรี๊ดได้ เพราะทนไม่ไหวจริง ๆ หรือเพราะอากาศร้อน เราจะเข้าใจธรรมชาติในคนอื่นด้วย ทำให้เกิด Empathy เกิดความไว้วางใจในชีวิตได้มากขึ้นว่าตัวเขาเองสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนได้ ไม่ใช่แค่ผืนดินต้นไม้ใบไม้อย่างเดียว”

 

“สำหรับบางคนยังเกิดความคิดสร้างสรรค์ตามมาด้วย เวลามีปัญหาชีวิต เราคิดว่ามีทางออกแค่ไม่กี่ทาง แต่ถ้าเราได้อยู่กับธรรมชาติ เรารู้สึกผ่อนคลายมาก ๆ จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้เป็นไปได้ เกิดแรงบันดาลใจ ให้ลงมือทำอะไรบางอย่าง เปลี่ยนพฤติกรรมและมุมมองที่ต่างไปจากเดิม”

 

อยากให้เล่าประสบการณ์นอกเหนือไปจากความเป็นผู้หญิง เวลาเชื่อมต่อกับธรรมชาติ มีประสบการณ์เชิงลึก หรือเหตุการณ์อะไรที่อยากแบ่งปัน เป็นเหตุการณ์ที่รู้สึกประทับใจว่าเราตระหนักได้จริง ๆ 

“ตอนนั้นเราทุกข์มาก ๆ เรื่องอกหักเลิกกับแฟน แล้วแฟนไปมีคนใหม่ ทุกข์ถึงขนาดรู้สึกว่าวิญญาณหายไปจากร่าง ไม่อยากทำอะไร กินไม่ได้ ทำงานไม่ได้ กระทบกับชีวิต เราพักอยู่ในบ้านพักข้าราชการหลังเล็ก ๆ เราเดินออกมาหน้าบ้านแล้วรู้สึกว่า วันนี้อยากผ่อนคลายตัวเอง เรานั่งคุกเข่าแล้วกราบพื้นดิน”

 

“เราเคยไปภาวนา ทำให้ได้รู้จักกับการปฏิบัติที่เรียกว่า Touching the Earth ซึ่งเป็นการกราบสัมผัสพื้นดิน พอเราได้ทำจริงมันเหมือนได้เอาความรู้สึกทั้งหมดที่แบกไว้ในใจเธออกมา เราอธิษฐานกับผืนดินขอให้พระแม่ธรณีรับเอาความทุกข์นี้ของลูกไว้ด้วย แล้วเราก็ร้องไห้กับผืนดิน”

 

“แล้วเราก็ปวารณาตัวกับ Mother Earth ว่าชีวิตนี้จะทำทุกอย่างเพื่อดูแล เพื่อช่วยเหลือ บังเอิญได้มาเป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เลยได้รวมเป้าหมายชีวิตเข้ากับงานที่ทำ ทุกวันนี้ เจตจำนงหลักของเราคือ สอนให้คนที่อยู่กับป่า อาบป่าให้ได้ เรากำลังสร้างการบริโภคในรูปแบบใหม่ที่เคารพธรรมชาติและเคารพผู้คนที่ดูแลธรรมชาตินี้ เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นแค่ชาวบ้าน แต่เป็นผู้ดูแลรักษาธรรมชาติเหล่านี้ไว้ให้เรา”

 

นอกจากวิถีชีวิตของผู้หญิงที่มีพลังมากขึ้น เรื่องจิตใจของคนเข้าร่วมที่ได้รับการฮีลมากขึ้น ยังมีมิติอื่นอีกไหมที่การอาบป่าช่วยทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เช่น การเห็นความสำคัญของธรรมชาติ ความยั่งยืน

“อย่างน้อย ๆ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้ขยะ กินอาหารที่มีประโยชน์ ปลายทางของการอาบป่าจะเปลี่ยนให้คนรักตัวเอง รักผู้คน รักธรรมชาติ และเราจะขับเคลื่อนสังคม สิ่งแวดล้อมด้วยความรัก พอเราคุยกันด้วยความเมตตาได้ จะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ภาษาคนที่ทำงานขับเคลื่อน คือ โปร่งใสขึ้น จริงใจมากขึ้น เชื่อมั่นได้มากขึ้น ทุกอย่างมาจากพื้นฐานความจริงใจกับตัวเอง”

 

ในกลุ่ม Wild Women Circle อยากเห็นผู้หญิงที่มาเข้าร่วมการอาบป่าเติบโตขึ้นอย่างไร 

“อยากเห็นผู้หญิงมีเวลาดูแลตัวเอง เราขอบคุณพลังของเขา และอยากเป็นจุดที่เติมพลังให้เขา ถ้าเขามีพื้นที่ทิ้งตัวเขาจะไปได้ไกลกว่าเดิม อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาได้เรียนรู้กระบวนการนี้ เขาจะเติมเต็มให้ตัวเองได้ เราแค่อยากติดเครื่องมือนี้ให้ทุกคน เมื่อถึงเวลาต้องใช้ก็แค่ให้ตัวเองได้พัก เพราะถ้าได้พัก เขาจะเห็นความเป็นไปได้อีกมากมายจากสิ่งที่เขาทำอยู่”

 

“สิ่งสำคัญที่จะได้มากกว่านั้นคือท่าทีที่เราไปสัมพันธ์กับคนอื่น กับโลก กับธรรมชาติจะอ่อนโยนขึ้น จะเกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในงานขับเคลื่อน การสื่อสารของเรายิ่งต้องเปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามาฟัง ขณะเดียวกันเราต้องเปิดออกไปฟังสิ่งที่ต่างจากเราเหมือนกัน นี่คือความท้าทาย ถ้าเราจะยกระดับการขับเคลื่อน เราต้องผ่อนคลายตัวเองก่อน ถ้าเราเปิดตัวเองมากพอ เราจะเปิดกว้างรับโลกภายนอกมากขึ้น แล้วจะเห็นความเป็นไปได้อีกมาก” 

 

“อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ธรรมชาติสอนคือต้องรอให้เป็น ธรรมชาติไม่เคยให้อะไรแบบตรงไปตรงมา แต่ให้ค่อย ๆ คิด ตกตะกอนออกมาเป็น Wisdom สมมุติเราอยากสร้างเครือข่ายจาก 50 คนเป็น 300 คน การอยู่กับธรรมชาติค่อยขัดเกลาตัวเราให้ใคร่ครวญได้ว่า ควรจะทำอย่างไรให้เป้าหมายสำเร็จ สิ่งสำคัญคือเราต้องฝึกสังเกตทั้งข้างนอกและข้างใน บางทีหลายคนไม่เห็นตัวเอง ยังไม่รู้ว่าจะวางตัวเองไว้ในตำแหน่งไหนให้เหมาะสม ต้องเข้าใจธรรมชาติในตัวเองก่อน แล้วเลือกใช้พลังกับคนที่ใช่ ไม่ได้สร้างสัมพันธ์กับทุกคนเพราะแบบนั้นอาจจะขัดกับธรรมชาติของตัวเอง”

 

“อย่างเราตอนเด็ก ๆ แสวงหาการยอมรับแล้วเหนื่อยมาก เพราะยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แค่คิดว่าได้เจอเพื่อนเท่ากับการมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งไม่ใช่ ความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่เราอยากได้คือรู้ว่าเราคือใคร เราทำอะไรอยู่และอยู่กับตัวเองได้” 

 

แสดงว่าธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตัวคุณ คุณในตอนนี้ไม่ใช่คุณคนเดิมในตอนนั้นอีกแล้ว

“เปลี่ยนไปมาก ๆ รู้สึกมั่นคงภายในขึ้นเยอะ รู้จักตัวเอง และเข้าใจชีวิตอย่างที่มันเป็น อย่างที่บอกว่าเรากลายเป็นคนที่รอได้ บางครั้งเราอยากขับเคลื่อนบางเรื่องไว ๆ แต่รู้ว่ายังไม่ใช่จังหวะที่ควรจะเป็น”

 

ความมั่นคงและความเข้าใจตัวเองที่ได้รับมาจากธรรมชาติ เป็นพลังให้ทำสิ่งนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ตามอุดมการณ์ของแต่ละคน

“ช่วยมาก ๆ เราเป็นข้าราชการ แต่เราแต่งตัวตามสบายและยังขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้ เพราะข้างในของเรามั่นคง หากระบบจะมองเพียงเพราะเราไม่ได้ใส่เครื่องแบบ ก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ ตอนนี้ก็มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่บังคับให้ใส่กระโปรงแม้ทำงานด้านป่าไม้”

 

“ข้าราชการรุ่นใหม่มีความเป็นตัวของตัวเองขึ้นเยอะ และข้าราชการรุ่นเราต้องเป็นตัวกลางที่สื่อสารให้ข้าราชการผู้ใหญ่เข้าใจคนรุ่นใหม่ อะไรยืดหยุ่นได้ อะไรต้องเคร่งครัด เวลาทำงานกับรุ่นน้อง เราเป็นหัวหน้า แต่จะให้อำนาจเขาตัดสินใจ  ให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตในการทำงานร่วมกัน การทำงานกับผู้หญิง การทำงานกับธรรมชาติ เหมือนกันตรงที่มันคือ Trust Based ฐานของความไว้วางใจมาก ๆ วางใจว่าธรรมชาติร่วมจัดสรรบางอย่างให้เรา สิ่งสำคัญคือทุกคนชัดเจนในตัวเองและเป้าหมายเดียวกัน ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น” 

 

เรื่องการดูแลใจที่ละเอียดอ่อนมักเป็นเรื่องที่ผู้หญิงให้ความสนใจ แต่สำหรับผู้ชายที่เข้ามาอ่านบทความนี้ อยากจะบอกอะไรถึงกิจกรรมอาบป่า

“ถ้าพูดถึงผู้หญิง หลายคนตีความว่าเป็นมนุษย์ผู้หญิง แต่เราอยากสื่อสารว่า พลังของความเป็นหญิงไม่ได้จำกัดอยู่กับเพศใดเพศเดียว เรามองว่าบางทีผู้ชายอยู่ในโหมด Autopilot ของบทบาทชายจนลืมหัวใจของตัวเองก็ได้”

 

“กระบวนการเชื่อมโยงกับธรรมชาติจะช่วยเติมชีวิตอีกด้านที่ขาดหายไป หากผู้ชายรู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ต้องคิดต้องทำอะไรเป็นระบบ ลองเติมพลังน้ำเข้าไปไหม ลองเปิดใจออกไปเจออะไรใหม่ ๆ หรือลองไม่ต้องทำอะไรตลอดเวลา ลองอยู่นิ่ง ๆ อยู่กับใจตัวเอง ได้หัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ ได้ยิ้ม สิ่งนี้อาจช่วยให้ชีวิตสนุกขึ้นโดยไม่ต้องแข็งกร้าวหรือเคร่งเครียดตลอดเวลา”

 

“เวลาเรามองเข้าไปในธรรมชาติ จะรู้สึกว่ามีแต่ความเป็นไปได้ มีความงาม ความเข้มแข็ง แต่เป็นความเข้มแข็งที่มีชีวิต เป็นพลังของผู้หญิงอย่างชัดเจน” 

 

ในฐานะผู้หญิงที่ทำงานขับเคลื่อน และได้รับพลังจากธรรมชาติ คุณอยากบอกอะไรกับผู้หญิงทุกคนที่กำลังทำตามอุดมการณ์ของตัวเอง 

“กลับมาฟังหัวใจของตัวเองและขอให้เชื่อมั่นว่าผู้หญิงอย่างเราทำทุกสิ่งได้ ถ้าเราฟังหัวใจตัวเองและมองไปข้างหน้าอย่างชัดเจน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เวลาผู้หญิงชัดเจนกับสิ่งที่ทำและเชื่อ มันมีพลังมาก ๆ”

 

“เวลาผู้หญิงสักคนได้พูดออกมาจากหัวใจว่ากำลังทำเพื่อบางสิ่ง มันงดงามมาก ๆ”

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...