เปิดใจพ่อแม่ดาราสาว ‘เรย์นี่’ ขวัญใจญาติ ๆ ออนไลน์ สาวน้อยผู้เปลี่ยนชีวิตทุกคนในครอบครัว

29 Jan 2026 - 5 mins read

Better Life / People

Share

“โอ้โห เรย์นี่!” 


เชื่อว่าใครที่ติดตามโซเชียลในหลากหลายช่องทางของ ‘แม่ไอ้หนูเรย์นี่’ จะต้องคุ้นเคยกับน้ำเสียงสดใสของแม่แหม่ม - ปิยนุช เทียนงูเหลือม ที่มักจะทักทายลูกสาววัยแบเบาะเจ้าของมีมสุดไวรัล ผู้มาพร้อมใบหน้านิ่ง ๆ กับสายตาสื่ออารมณ์ เรียกรอยยิ้มให้บรรดาญาติ ๆ ออนไลน์วันละหลายเวลา


ตั้งแต่ เรย์นี่ หรือ ด.ญ. รวิปรียา มิตรจิตรานนท์ ลืมตาดูโลก ชีวิตของแม่แหม่มและ พ่อบิ๊ก - รวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์วง Musketeers ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนพกออร่าของความเป็นดาราสาวติดตัวมาด้วยตั้งแต่เกิด ทำให้นอกจากคนเป็นพ่อเป็นแม่จะล้นไปด้วยความสุขในทุกนาทีแล้ว เรย์นี่ยังเผื่อแผ่เสน่ห์เฉพาะตัวไปละลายหัวใจญาติ ๆ ออนไลน์ที่สนุกกับการเฝ้ามองแต่ละโมเมนต์ของดาราสาวในทุก ๆ วัน


ในวันที่ LIVE TO LIFE ร่วมพูดคุยกับครอบครัวของเรย์นี่ ฟันน้ำนมซี่น้อย ๆ ของดาราสาวกำลังเริ่มขึ้น ในอีกไม่ช้าหนูเรย์นี่ของทุกคนก็จะหัดตั้งไข่จนเริ่มก้าวเดินได้ ค่อย ๆ เปล่งเสียงพูดออกมาเป็นคำได้ และน่าจะสร้างมีมที่เป็นไวรัลได้อีกมากมาย
 

ก่อนจะถึงวันนั้น มาทำความรู้จักความน่ารักของเรย์นี่ในวัย 9 เดือน ดาราสาวของญาติ ๆ ออนไลน์ที่ช่วยพ่อแม่ไลฟ์ขายของได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ และเป็น CEO บริษัทตั้งแต่ยังไม่หัดเดิน

 

อยากให้พ่อบิ๊กกับแม่แหม่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นความรักของทั้งคู่  
บิ๊ก : “เราเจอกันตอนปี 2556 ตอนนั้นผมทำวง Musketeers แล้ว เราเจอกันในงานคอนเสิร์ตที่วงผมไปเล่น จนได้มีโอกาสพูดคุยกัน และคบหากันตั้งแต่นั้นมา พอผ่านไปสักสองปี เราก็เริ่มต้นทำธุรกิจเล็ก ๆ ด้วยกันอย่างการขายของออนไลน์ หลังจากนั้นค่อยเริ่มทำแบรนด์อาหารเสริมเองมาจนถึงตอนนี้”


วางแผนสร้างครอบครัวด้วยกันอย่างไร
บิ๊ก : “เราแต่งงานกันตอนปี 2563 ช่วงแรกไม่คิดเรื่องจะมีลูก เพิ่งวางแผนมีลูกเมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เอง หลังจากคิดทบทวนด้วยหลายเหตุผล ปกติทั้งคู่เป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวมาก ปีนึงไปเที่ยวด้วยกันเกือบสิบครั้ง เลยค่อนข้างที่จะหวงความสุขตรงนี้ จนเราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะมีลูกหรือไม่มี ถ้าจะมีต้องมีตอนนี้ ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องมีเลย เพราะอายุมากเกินไป เราจะเลี้ยงดูเขาไม่ไหว รวมถึงเรามองไปไกลถึงธุรกิจที่สร้างมา การมีลูกเหมือนเป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าอยากให้เขาสานต่อสิ่งที่เราสร้างมา”

 

“อีกทั้งเคยมีผู้ใหญ่บอกว่า ชีวิตคนเราเกิดมาครั้งนึงจะสมบูรณ์ได้ก็ด้วยการมีโอกาสเป็นพ่อแม่ เราเองก็เรียนจบปริญญามาแล้ว บวชเรียนมาแล้ว แต่งงานก็แต่งแล้ว เหลือแค่มีลูกที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ เราอยากรู้ถึงความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วย เลยคุยกันว่าลองมีลูกกันไหม แหม่มก็โอเค ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาชอบเด็กมาก และเป็นฝ่ายอยากมีลูกมากกว่าผมเสียอีก”


แหม่ม : “ตอนคุยกันว่าจะมีลูกก็สองจิตสองใจ จะมีจริง ๆ เหรอ การดูแลเด็กคนนึงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเราลองแล้วมันไม่สามารถเอากลับไปเป็นเหมือนก่อนได้นะ แต่จริง ๆ แล้วเราทั้งคู่ก็พร้อมด้วย เลยลองดูสักตั้ง การตั้งครรภ์ครั้งแรกล้มเหลวเพราะแหม่มดูแลตัวเองไม่ดีพอ ครั้งที่สองเลยตั้งใจทำตามที่หมอบอกอย่างเคร่งครัด กินวิตามินครบ กินยาให้ตรงเวลา เลยตั้งครรภ์เรย์นี่ได้สำเร็จ ใช้เวลาเตรียมตัวสองปีเต็ม ตั้งแต่กระบวนการเก็บไข่ ผ่าตัดติ่งเนื้อในมดลูก กว่าจะได้ตัวซีเคร็ทออกมา (หัวเราะ)”


บิ๊ก : “เป็นความเหนื่อย แต่ก็มีความสุข เราได้เห็นพัฒนาการของเขา เช่น เขาเริ่มจำเราได้ นี่คือความสุขที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เราเคยแต่เป็นฝ่ายมองพ่อแม่ เรียกพ่อแม่ แต่ตอนนี้มีคนอีกคนเรียกเราว่าพ่อแล้ว”

 

โมเมนต์แรกที่เจอลูกเป็นอย่างไรกันบ้าง
แหม่ม : “ตื่นเต้นและโล่งใจที่เขามีชีวิตรอด”


บิ๊ก : “ทำตัวไม่ค่อยถูกว่าเราต้องทำยังไงต่อ มีคนอีกคนเกิดมาแล้ว ตอนคุณหมอให้ผมอุ้มเรย์นี่ มือผมยังสั่นอยู่เลย”


แหม่ม : “ตอนแรกเกิดเรย์นี่ตัวเล็กมาก หนักแค่ 2.5 กิโลกรัม ตอนก่อนออกจากโรงพยาบาลน้ำหนักลดลงเหลือ 2.3 กิโลกรัม ตัวเล็กจิ๋วมาก แต่คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไร เอาไว้ไปโตข้างนอกโรงพยาบาล แล้วเขาก็โตจริง ๆ ตอนนี้ตามเกณฑ์ดีทุกอย่าง มีพัฒนาการดี เรย์นี่เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ร้องแบบมีเหตุผล ร้องแค่ตอนหิวกับง่วง หรือผ้าอ้อมเต็มเท่านั้น จะไม่โยเย เราพาเขาเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ แปลกที่ก็นอนได้ ตอนนี้เรย์นี่อายุเก้าเดือนแล้ว หลังจากนี้ก็ต้องรอดูพัฒนาการอื่น ๆ ต่อไป”


บิ๊ก : “พาไปทะเลก็ชอบ ลงสระว่ายน้ำก็ชอบ”


แหม่ม : “เขาไม่ค่อยกลัวอะไร เว้นแต่แม่ (หัวเราะ) เพราะเขาอยู่กับแม่เยอะ แม่ก็จะทั้งบ่น ทั้งห้าม เรย์นี่หยุด ! เรย์นี่อย่า ! ส่วนพ่อจะเป็นฝ่ายเล่นหรือหยอกล้อ เขาเลยเบื่อแม่แล้ว แม่เหมือนเป็นของตายสำหรับเขา เลยอยากอยู่กับคนอื่นมากกว่า”

 

คลิปไหนเป็นคลิปแจ้งเกิดเรย์นี่
แหม่ม : “คลิปที่เขาทำสายตาไม่มั่นใจว่าเราจะเลี้ยงเขาได้ไหม ซึ่งสายตาเขาจะชัดเจนอยู่แล้ว ตั้งแต่เกิดมามีหลายมีมหลายไวรัลมาก หลัก ๆ จะเป็นฟีลรักพ่อแล้วเมินแม่ ลงคลิปแนวนี้ทีไร คนจะชอบตลอด คลิปที่คนชอบเยอะ ๆ คือ คลิปที่พ่อกลับบ้านมาเจอเขา หลังไปคอนเสิร์ตติดต่อกันหลายวัน พอเห็นหน้าพ่อ เขาก็ร้องไห้ ไม่รู้ว่าด้วยอารมณ์ดีใจหรือน้อยใจ คือถ้าจะบอกว่าร้องไห้เพราะรู้สึกเป็นคนแปลกหน้า ไม่มีทาง เพราะต่อให้เป็นคนแปลกหน้าก็สามารถอุ้มเรย์นี่ได้ ดังนั้นการไม่เจอพ่อสามวันแล้วจะบอกว่าแปลกหน้า ไม่น่าใช่ แหม่มคิดว่าเขาน่าจะน้อยใจ งอน หรือคิดถึงมากกว่า เหมือนกับว่าทิ้งเขาไปไหนมา เลยร้องไห้ ปกติเด็กน้อยเวลาร้องไห้ก็จะร้องโวยวาย แต่เรย์นี่ร้องแบบพยายามเก็บเสียง เหมือนคนเสียใจ ล่าสุดไม่เจอยายอึ่งสิบวัน ร้องไห้เหมือนคนอกหักเสียใจ” 


เรย์นี่เริ่มเป็นดาราสาวตั้งแต่เมื่อไร
แหม่ม : “ตอนทำคอนเทนต์รีวิวที่นอน แหม่มแกล้งบรีฟเขาว่า เรย์นี่ลงไปนอนทำท่าสบายที่สุดเลยนะลูก ให้รู้สึกว่าที่นอนนิ่มมาก แล้วพอยกเขาลงไปนอน เขานอนตัวแข็งทื่อ คนเลยมาแซวว่าเล่นเป็นธรรมชาติมากเลย เป็นก้อนหิน เป็นต้นไม้ เรย์นี่เป็นดาราสาวเสียแล้ว เลยเรียกว่าดาราสาวตั้งแต่นั้นมา ตอนนั้นเขาอายุยังไม่ถึงเดือนเลย ประมาณ 2-3 อาทิตย์ก็เป็นดาราสาวแล้ว”

 

กว่าจะลงตัวที่ชื่อ ‘เรย์นี่’ ยากไหม
บิ๊ก : “ยากเหมือนกัน เพราะเราอยากได้ชื่อที่ยังไม่มีใครใช้ และเรียกง่าย เข้าถึงง่าย เลยเลือกชื่อเรย์นี่ มาจากรากศัพท์ว่า เรจิน่า ที่แปลว่า ราชินี” 


แหม่ม : “เป็นที่มาของชื่ออินสตาแกรมเขาที่ใช้คำว่า raynie.mean.queen”


ก่อนมีเรย์นี่ โลกโซเชียลมีเดียของพ่อบิ๊กแม่แหม่มเป็นอย่างไร
แหม่ม : “เงียบ ๆ มีแต่พรรคพวกเพื่อนฝูงมาคอมเมนต์ ส่วนพี่บิ๊กเขามีแฟนคลับอยู่แล้ว เพราะเป็นนักดนตรี เรย์นี่เลยเข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราทั้งคู่ ไปไหนมาไหนมีแต่คนรู้จัก เข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูป ซึ่งเราไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไร คนจะชอบมาทักพี่บิ๊กว่า พ่อเรย์นี่ ทั้งที่เป็นศิลปินมา 20 ปี คนยังไม่รู้จักขนาดนี้ ตอนนี้ยอด Followers ในเพจ Raynie Story ขึ้นมาเป็นเกือบ 150K แล้ว ถ้าเป็น TikTok จะ 2 แสนคนแล้ว ในอินสตาแกรมอีก 5 หมื่น รวม ๆ ก็ 4 แสนคน ถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กที่เพิ่งเกิด เราเล่นโซเชียลมา 20 ปี มีคนตามหลักพัน (หัวเราะ)”

 

คิดว่าอะไรคือเสน่ห์ในคอนเทนต์ของเรย์นี่ที่ทำให้คนชื่นชอบและติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ
แหม่ม : “แหม่มเล่าเรื่องลูกแบบเป็นธรรมชาติ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายแล้วลงเลย ไม่ได้ตัดต่ออะไรมากมาย ส่วนใหญ่เป็นคลิป Long Take คนก็เลยชอบด้วยความเป็นธรรมชาติ เขาคงอยากจะรู้ว่าวันนี้บ้านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”


รู้สึกกดดันไหมเมื่อมีคนติดตามเยอะขึ้นเรื่อย ๆ
แหม่ม : “ไม่นะคะ เพราะเราทำให้การแชร์โมเมนต์ต่าง ๆ ของลูกทางโซเชียลกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว ถึงไม่มีคนติดตาม เราก็อยากถ่ายคลิป อยากแชร์เรื่องราวของเขาอยู่ดี แหม่มเชื่อว่าคนเป็นแม่ทุกคนต้องมีคลิปลูกอยู่ในมือถือเยอะมาก เพื่อบันทึกพัฒนาการของเขาเก็บไว้ เราสามารถกลับมาย้อนดูได้ว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกรึเปล่า จะได้ดูแลเขาได้ทันท่วงที”


“อีกอย่างที่แหม่มไม่รู้สึกกดดัน เพราะนี่ไม่ใช่งาน เราทำแบบจอย ๆ คนเลยชอบความเป็นธรรมชาติ ลูกเราหน้าตาตลกด้วย คนเลยยิ่งชอบ หรือต่อให้มีงานรีวิวเข้ามา ส่วนใหญ่ลูกค้าก็จะไม่เอาสคริปต์ แต่ให้เราถ่ายคอนเทนต์ที่เป็นธรรมชาติของเรย์นี่ที่สุด กลายเป็นว่าคนชอบความเรียลของเรามากกว่า เลยยิ่งง่าย ปีนี้ตั้งใจอยากให้ได้สักล้าน Followers คิดว่าตอนเขาเริ่มพูดได้น่าจะเป็นไวรัลกว่านี้ เพราะเวลาเด็กกำลังหัดพูดจะน่ารัก” 

 

คอมเมนต์ส่วนใหญ่ของญาติ ๆ ออนไลน์เป็นไปในทิศทางไหน
แหม่ม : “ด้วยความที่คลิปเราตลก เลยดึงดูดคนที่ตลก ๆ เข้ามาในช่อง แต่ละคนก็มาคอมเมนต์อะไรตลก ๆ อ่านแล้วบันเทิง ในช่องเรย์นี่จะไม่ค่อยมีคอมเมนต์ลบ ไม่มีดราม่า ไม่ว่าใครเหนื่อยหรือเครียดมาจากไหน พอเปิดเจอช่องเรย์นี่ แค่ได้อ่านคอมเมนต์ ก็อารมณ์ดีแล้ว ญาติ ๆ ออนไลน์ชอบแหย่เรา เขาจะไม่เรียกว่าแม่แหม่ม แต่เรียกว่าแอดมินแหม่ม เพราะลูกเมิน วาสนาได้เป็นแค่แอดมิน ไม่ต้องเป็นแม่หรอก (หัวเราะ)” 


ชีวิตประจำวันของครอบครัวเรย์นี่เป็นอย่างไร
แหม่ม : “เรย์นี่จะตื่นประมาณ 9 โมงหรือ 9 โมงครึ่ง แหม่มก็จะพาลงมาให้ยายอึ่ง (คุณแม่ของเพื่อนคุณแหม่มที่มาช่วยเลี้ยงเรย์นี่) ช่วยป้อนข้าวป้อนน้ำ แหม่มก็จะมีเวลาช่วงนั้นในการเคลียร์งาน และด้วยความที่แหม่มไม่ต้องเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน เลยได้อยู่บ้าน ช่วยกันสลับอุ้มเรย์นี่กับยายอึ่ง ซึ่งคอยช่วยดูแลเป็นหลักในตอนกลางวัน”

ยายอึ่งกับเรย์นี่


บิ๊ก : “ด้วยอาชีพนักดนตรีของผมส่วนใหญ่เลยต้องทำงานตอนกลางคืน เดือนนึงมีประมาณ 10 งาน เฉลี่ยอาทิตย์ละ 3 งาน แต่ถ้าช่วงงานเยอะอย่างปลายปี เดือนนึงมีอย่างต่ำ 20 งาน เล่นในกรุงเทพฯ บ้าง ต่างจังหวัดบ้าง ซึ่งพอมีลูก ชีวิตเปลี่ยนทันที ปกติผมกลับมาถึงบ้านก็นอนได้เลย แต่ตอนนี้ต้องสแตนบายคอยช่วยดูแลลูก โดยรับช่วงต่อจากแหม่มที่ดูลูกตั้งแต่ตอน 6 โมงเย็น พอเที่ยงคืนไปจนถึงตี 5 ผมก็ช่วยดูแลลูกให้เขา ส่วนวันที่ผมไม่มีงานก็จะว่างทั้งวันเลยช่วยดูแลลูกได้เต็มที่หน่อย”
การทำธุรกิจออนไลน์ยุคนี้ยากขึ้นไหม


แหม่ม : “ยากค่ะ แต่เรย์นี่ช่วยทำให้อะไร ๆ ง่ายขึ้น ยอดขายดีขึ้นเพราะเรย์นี่ เพราะเขาเป็นคนดัง เราก็เอาสินค้าไป Tie-in กับเขา เมื่อวันก่อนเรย์นี่นั่งไลฟ์ในคอกเลี้ยงเด็ก ช่วยขายของแค่ชั่วโมงกว่า ได้ยอดขายเกือบแสน”


บิ๊ก : “เราสองคนช่วยกันไลฟ์ ได้แค่ห้าพัน (หัวเราะ)”


แหม่ม : “เราเลยต้องเกาะลูกดัง (หัวเราะ) แต่เงินที่ได้จากการรีวิวสินค้าของเรย์นี่ เราเอาไปบริจาคทั้งหมด เช่น ช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ ช่วยพี่ ๆ ทหารที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะในเมื่อลูกเรามีชื่อเสียงจากการได้รับความเอ็นดูจากญาติ ๆ ออนไลน์ เราเลยนำรายได้จากชื่อเสียงของเขาไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ เพื่อให้ญาติ ๆ ออนไลน์ได้ทำบุญร่วมกันไปด้วย เรย์นี่เลยต้องสะสมเงินจากการรีวิวใหม่ทุกปี ส่วนเงินที่ได้จากการขายของค่อยเก็บไว้เป็นค่าเทอม ตอนนี้เขาเปิดบริษัทแล้วนะคะ ชื่อ เรย์นี่ รวยแน่ จำกัด เอาไว้รับรีวิวโดยเฉพาะ คิดดูสิ เป็น CEO ตั้งแต่วัย 8 เดือน”

 

มีเรื่องไหนบ้างที่กังวลเป็นพิเศษ
แหม่ม : “โลกออนไลน์ทำให้เราเห็นสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น เลยเกิดความรู้สึกถูกเปรียบเทียบได้ง่าย เช่น เวลาเราเห็นลูกคนอื่น ทำไมเลี้ยงง่าย กินได้เยอะจัง อยู่นิ่งจัง ทำไมลูกเราซนขนาดนี้ ฯลฯ ดังนั้น เราต้องพยายามเบรกตัวเองไม่ให้เปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะธรรมชาติของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละบ้านก็ต้องดึงเฉพาะสิ่งดีออกมาให้คนอื่นในโลกโซเชียลเห็น ดังนั้น อย่าเปรียบเทียบลูกเรากับใคร เลี้ยงตามที่เรามั่นใจ ฟังเสียงลูกให้มาก ๆ อย่าฟังเสียงชาวโซเชียลจนสูญเสียความเป็นตัวเอง”


บิ๊ก : “พอเรย์นี่เริ่มมีคนติดตามเยอะ ญาติ ๆ ออนไลน์ที่หวังดีจะเริ่มมีคำแนะนำต่าง ๆ มากขึ้น เช่น ทำไมเล่นหรือพูดกับลูกแบบนี้ แต่บางทีคนเป็นแม่ก็รู้สึกนอยด์ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก ผมเลยเอาประสบการณ์ของตัวเองในฐานะนักดนตรีที่เจอคอมเมนต์มาหลายรูปแบบ ทั้งเปรียบเทียบเรากับวงอื่น หรือเปรียบเทียบผลงานใหม่กับผลงานเก่า มาให้คำแนะนำกับแหม่มให้มองในแง่ดีว่า การที่เราเจอเรื่องเหล่านี้แปลว่าเราดังแล้ว ให้ดีใจสิ คิดดูว่ามีคนติดตามเราเป็นแสน แต่มีคอมเมนต์เชิงลบ 10-20 คน เราไปอ่านคอมเมนต์ที่คนชมเป็นหมื่นไม่ดีกว่าเหรอ เขาก็เริ่มปรับตัวปรับใจได้มากขึ้น” 

 

วางแผนอนาคตคร่าว ๆ ของเรย์นี่ไว้อย่างไร 
แหม่ม : “สำหรับแหม่มเน้นปรับตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน อาทิตย์ต่ออาทิตย์ ด้วยอารมณ์ของเรย์นี่และพฤติกรรมก็เปลี่ยนตลอด ต้องวางแผนแบบ Real Time” 


บิ๊ก : “เราคงได้แต่คอยเฝ้ามองดูว่าเขาชอบอะไร มีแนวโน้มไปในทิศทางไหนได้ดีก็จะสนับสนุนสิ่งนั้นให้เขา ไม่อยากบังคับ สมมติว่าผมอยากให้เขาเล่นดนตรีเหมือนผม แล้วสุดท้ายเขาชอบแนวธุรกิจเหมือนแม่มากกว่า เราก็ต้องสนับสนุนเขา วันนึงที่เขาอยากจะกลับมาเล่นดนตรีแบบผมก็โอเค แต่ถ้าเลือกแล้วว่าจะทำสิ่งไหนก็ต้องทำสิ่งนั้นให้ดีเท่าที่จะทำได้”


แสดงว่าทั้งคู่เป็นขั้วที่ต่างกันพอสมควร
แหม่ม : “แหม่มเป็นคนใช้ตรรกะและเหตุผลเยอะ ทำอะไรมีขั้นมีตอน แต่ไม่ได้เป็นคนละเอียดนะคะ ส่วนพี่บิ๊กเป็นสายศิลปิน สายอารมณ์ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีความชอบบางอย่างที่เหมือนกันเลยอยู่ด้วยกันได้ ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มสิ่งที่ขาดให้กัน แหม่มไม่ได้มีอารมณ์ศิลปะศิลปินขนาดนั้น เลยได้เขาเข้ามาเติม ไม่อย่างนั้นจะตึงเครียดตลอดเวลา ส่วนพี่บิ๊กที่มีอารมณ์ศิลปินเสียเหลือเกินก็จะได้ตรรกะของแหม่มเติมเข้าไป” 

 

เห็นด้วยไหมกับคำกล่าวที่ว่าลูกคือโซ่ทองคล้องใจ
บิ๊ก : “ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้ เพราะตั้งแต่มีลูก เวลาเรามีความเห็นไม่ตรงกันหรือไม่เข้าใจกัน เราจะอยากปรับตัวเข้าหากันเพื่อลูก พอมีลูกแล้วเราทั้งคู่ใจเย็นขึ้น ใช้เหตุผลมากขึ้น กล้าที่จะเอ่ยปากพูดขอโทษก่อน ไม่เหมือนสมัยก่อน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ขอโทษก็ไม่ต้องคุยกัน ไม่มีใครง้อใคร แต่พอมีลูก แม้เราอาจจะยังโกรธกันอยู่ แต่เพื่อลูก เรายอมขอโทษก่อน ใครถูกหรือผิดค่อยว่ากัน เราต้องทำให้บรรยากาศกลับสู่ปกติก่อน ลูกจะได้ไม่ต้องรับผลกระทบทางอารมณ์”


“นอกจากนี้ การมีลูกทำให้เรามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะอยากให้เขาได้เรียนในที่ดี ๆ อยากให้เขาได้รับการดูแลรักษาพยาบาลที่ดี ซึ่งต้องใช้เงิน เราก็ต้องขยันหารายได้มากกว่าเดิม เพราะเงินที่มีอยู่อาจจะพอแค่สำหรับสองคน แต่ไม่พอสำหรับลูก หรือเวลาคิดทริปไปเที่ยว เมื่อก่อนก็เลือกแค่สถานที่ที่เราชอบไป กิจกรรมที่เราชอบทำ แต่พอต้องไปเที่ยวด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก เราก็ต้องคิดเรื่องที่พักให้ละเอียดขึ้น ต้องมีสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก มีที่ให้เด็กเล่น สามารถเข็นรถเข็นได้ ลองไปในที่ที่เราไม่เคยคิดจะไป เช่น ไปดูอะควาเรียม ซึ่งพอมีโอกาสได้ไปปรากฏว่าสนุกดี ผมยังชอบเลย อยากไปอีก ส่วนทริปที่เพิ่งไปไต้หวันกันมาเป็นการพาเรย์นี่ซ้อมการเดินทางด้วยเครื่องบินก่อนไปอังกฤษด้วยกันในเดือนหน้า ปรากฏว่าผ่านฉลุย” 

 

แหม่ม : “อีกเรื่องหนึ่งที่เรย์นี่เปลี่ยนชีวิตแหม่ม ก็คือ ด้วยความที่แหม่มเป็นผู้บริหารบริษัท ต้องปกครองคนเยอะมาก และเนื้องานค่อนข้างเครียด เลยเป็นคนดุและซีเรียสมาก น้อง ๆ ในบริษัทกลัวแหม่มทุกคน แต่ลึก ๆ แล้วแหม่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนอารมณ์ดีนะ ซึ่งพอเรามีลูกกลับกลายเป็นว่าลูกสามารถดึงความอารมณ์ดีของเราออกมาได้ ซึ่งแม้แต่น้อง ๆ ในออฟฟิศหรือคนรอบตัวก็ยังไม่ค่อยได้เห็นมุมนี้ของแหม่มเท่าไร น้อง ๆ ในออฟฟิศเลยเริ่มสนุกกับเรามากขึ้น และรู้สึกว่าเราไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น”


บิ๊ก : “แหม่มเป็นคนไม่ค่อยแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก ด้วยความที่เขาเป็นคนหน้านิ่ง ออกไปทางดุหน่อย ๆ ทำให้เดาความรู้สึกของเขายาก จนกว่าจะหัวเราะออกมาถึงได้รู้ว่าเขากำลังอารมณ์ดี”


แหม่ม : “ลูกสามารถดึงเอาตัวตนข้างในของแหม่มออกมาให้คนสัมผัสได้ถึงความเป็นคนอารมณ์ดีของเรา สังเกตไหมคะ เวลาเรย์นี่ทำหน้านิ่ง ๆ จะดูดุเหมือนแม่ ส่วนเวลายิ้มจะสดใสเหมือนพ่อ ดังนั้น เวลาญาติ ๆ ออนไลน์เจอพวกเราที่ไหน สามารถเข้ามาทักทายได้เลยนะคะ ไม่ต้องกลัว แค่เป็นคนหน้านิ่งเฉย ๆ (หัวเราะ)”


ติดตามพัฒนาการความน่ารักและการเติบโตของเรย์นี่ได้ทาง TikTok : Mamam แม่ไอ้หนูเรย์นี่, Instagram: raynie.mean.queen และ Facebook : Raynie Story

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...