เพราะชีวิตไม่ได้เป็นอมตะ ‘สอง Paradox’ จึงใช้ดนตรี ศิลปะ และโยคะในการเยียวยากายและใจ

26 Dec 2025 - 5 mins read

Better Life / People

Share

บ่ายวันหนึ่งกลางเดือนธันวาคม เดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เดือนที่วงดนตรีทุกวงงานยุ่งที่สุดในรอบปี

 

LIVE TO LIFE มีนัดพูดคุยกับ สอง - จักรพงศ์ สิริริน มือเบสแห่ง วง PARADOX (พาราด็อกซ์) ที่บ้านของเขาอยู่ในย่านเหม่งจ๋าย ก่อนที่ในช่วงเย็นรถตู้จะมารับเขาไปเล่นคอนเสิร์ตตอนค่ำในย่านประตูน้ำ

 

ขึ้นรถตู้ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ขึ้นเครื่องบิน เช็กอินโรงแรม ขึ้นรถตู้ เล่นดนตรีในผับ ฯลฯ ชีวิตของ สอง PARADOX และสมาชิกอีก 3 คนในวง วนเวียนอยู่กับวัฏจักรนี้มานานกว่า 30 ปี

 

“ทุกวันนี้ชิลแล้วครับ” สองตอบสบาย ๆ เมื่อเราอยากรู้ว่าเขาต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนถึงเวลาขึ้นโชว์ในช่วงค่ำ

 

“เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่ เราไม่ Soundcheck กันอีกแล้ว ลิสต์เพลงที่ต้องเล่นก็เดิม ๆ ถ้ามีเพลงใหม่ ต้า (อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา - นักร้อง) จะส่งเพลงทางออนไลน์ให้ฟังกันก่อน แล้วทุกคนก็จะแกะเพลงไป เหมือนซ้อมในใจมาแล้ว จากนั้นก็ขึ้นไปเล่นด้วยกันเลยโดยไม่ต้องซ้อม”

 

“บางครั้งเราจะเพิ่มความตื่นเต้นให้สมาชิกในวง ด้วยการสลับลำดับของเพลงที่จะเล่นโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ใช้วิธีเขียนใส่กระดาษแปะไว้ตรงตำแหน่งของแต่ละคน แล้วไปรู้ตอนขึ้นเวทีเลย หรือบางครั้งก็เพิ่มเพลงที่เก่ามาก ๆ เข้าไปในลิสต์ ซึ่งจะต้องบอกล่วงหน้าเพื่อที่แต่ละคนจะได้ซ้อมไปก่อน” สองเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในกิจวัตรเดิม ๆ เพื่อลดความจำเจและเติมความตื่นเต้นให้เพื่อนร่วมวง

 

“ชีวิตนักดนตรีเป็นชีวิตที่ต้องอยู่แต่ในกล่อง ลงจากรถตู้ ขึ้นเครื่องบิน เข้าโรงแรม ไปเล่นที่ผับ ขึ้นเครื่องบิน ขึ้นรถตู้ แต่แทนที่จะรู้สึกเบื่อหน่าย ผมกลับรู้สึกว่ายังมีอะไรที่อยากทำอีกเยอะมาก” มือเบสแห่งวงดนตรีที่ได้รับการยอมรับว่าแสดงสดสนุกที่สุดวงหนึ่งในประเทศไทย ย้ำถึงไฟในตัวเองที่ยังลุกโชติช่วงอยู่เสมอ

 

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้วง PARADOX ซึ่งแจ้งเกิดในยุครุ่งเรืองของกระแสดนตรี Alternative เมื่อสามทศวรรษก่อน สามารถผ่านร้อนผ่านหนาว ยืนระยะเป็นวงที่ยังมีงานเล่นโชว์อย่างต่อเนื่อง พร้อม ๆ กับการยืนหยัดผลิตงานเพลงชิ้นใหม่ โดยเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พวกเขาเพิ่งออกผลงานอัลบั้มชุดที่ 8 ในชื่อ ETERNITY/INFINITY ตามด้วยการจัดคอนเสิร์ต PARADOX อภินิห่านคอนเสิร์ต 30 ปีแสง แรงทะลุจักรวาล ที่รวมสมาชิกครบทีมเพื่อฉลองการเดินทาง 30 ปีของวง และคล้ายกับเป็นการทำตามสัญญาที่ต้าเคยลั่นวาจาเอาไว้ว่าเมื่อครั้งจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกว่า PARADOX จะจัดคอนเสิร์ตทุก 10 ปี

 

“ตอน PARADOX 60 ปี อาจจะไปเล่นกันที่ลานหน้าบ้านบางแค ใครจะเอาน้ำเกลือ โปรดลงทะเบียนไว้ก่อน ถึงเวลานั้นเราอาจจะไม่ได้นั่งเล่น แต่นอนเล่นแล้วก็ได้” สองหัวเราะลั่นให้กับเหตุการณ์สมมติทีเล่นทีจริง บนพื้นฐานที่เคยคิดว่าวงนี้และตัวเขาเองจะเป็น ‘อมตะ’ ตลอดกาล

 

ล่าสุดในปีนี้เองที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ความอมตะไม่มีอยู่จริง จากความเจ็บปวดทางกายที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตและตัวเลขแห่งวัย สองจึงค้นพบว่าถ้าอยากจะยืดระยะเวลาแห่งความสุขให้ชีวิต ต้องเริ่มต้นดูแลร่างกายและจิตใจทันที โดยเขาค้นพบว่า ‘ศิลปะ’ คือยาอายุวัฒนะที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด

 

PARADOX อยู่คู่วงการเพลงไทยมา 30 ปี และยังคงมีงานอย่างต่อเนื่อง คิดว่าอะไรทำให้วงมีงานทัวร์คอนเสิร์ตสม่ำเสมอจนถึงทุกวันนี้

“นั่นสิ อย่างช่วงธันวาคมเป็นหน้างาน พอมกราได้หยุด แล้วไปเล่นอีกช่วงวาเลนไทน์ มีนาหยุด สงกรานต์เป็นหน้างานอีกรอบ พอกลางปีค่อยเริ่มทำงานเพลงใหม่ ๆ วงเราทัวร์ตลอดเวลาเหมือนเกิดมาไม่เคยทัวร์มาก่อน ทัวร์เหมือนเป็นวงวัยรุ่น ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะวงเราก็ไม่ได้มีซิงเกิลฮิตมานานมากแล้ว และไม่ได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกับคนฟังรุ่นนี้ คงเป็นเพราะพวกเราเล่นสดสนุก คนดูเลยรู้สึกเป็นกันเองกับเรา จนนานวันเข้า แม้วงรุ่นเดียวกันจะเลิกไปหมดแล้ว แต่สำหรับ PARADOX ยังเห็นหน้ากันอยู่เรื่อย ๆ ”

 

“อีกเหตุผลหนึ่ง ผมคิดว่า PARADOX พยายามทำเพลงให้ไม่มียุคสมัย เป็นเพลงที่ไร้กาลเวลา เราเลือกเล่าเรื่องที่เราอยากเล่า เพลงของ PARADOX เลยกว้างทั้งแนวดนตรีและแนวความคิด จึงเหมือนแยกตัวออกมาจากอุตสาหกรรมดนตรีที่มักขึ้นอยู่กับยุคสมัยและมีรูปแบบของเพลงฮิต ในขณะที่เราพยายามทำให้วงฉีกออกมาเลย จึงต้องผ่านช่วงขื่นขมมาก่อน อย่างตอนที่วงในยุค Alternative ด้วยกันโด่งดัง วงเราไม่มีงานเลย แต่เราก็เล่นของเราไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนยุค วงอื่นแยกย้าย เราก็ยังเล่นของเราต่อไป ความสำเร็จของ  PARADOX ออกดอกออกผลช้าหน่อย แต่ผมคิดว่าคอนเซ็ปต์ของการลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ยังใช้ได้อยู่เสมอ”

 

“ครึ่งนึงของทิศทางวง PARADOX เกิดจากผมเป็นคนวางแผน เพราะผมรู้ว่าอยากให้วงเดินไปในทิศทางไหนตั้งแต่วันแรกที่เริ่มตั้งวงด้วยกันสองคนกับต้า วันที่ต้าเล่นเพลง นักมายากล หน้าห้องปั้นที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมรู้ทันทีว่านี่คือความไม่เหมือนใคร แล้วเราจะทำยังไงกับมันต่อดี เลยเริ่มวางแผนว่าเพลงของ PARADOX ต้องไม่ธรรมดา ภาพและโชว์ของวงต้องไม่เหมือนใคร”

 

การเป็นนักดนตรีมีวัฏจักรไม่ต่างอะไรกับพนักงานประจำ เคยรู้สึกจำเจหรือเบื่อกับวงจรชีวิตแบบเดิม ๆ บ้างไหม

“ผมอาจจะโชคดีที่มีแผนในการทำอะไรกับวงตลอด เลยไม่ค่อยรู้สึกเบื่อ แต่คนอื่นในวงอาจมีอาการเหนื่อยล้า บางทีอยากจะพัก แต่พักไม่ได้ เพราะการออกไปทัวร์ถือเป็นการโปรโมทเพื่อเติมกลุ่มคนดูคนฟังของเราไปเรื่อย ๆ ผมอยากให้วงไปได้ไกลกว่านี้ ในใจของผม PARADOX ยังไม่สุด ทั้งที่ทำไปหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นออกอัลบั้มมาแล้ว 8 ชุด จัดคอนเสิร์ตใหญ่ 3 ครั้ง เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าก็ทำมาแล้ว เราจึงไม่ได้คิดว่ามีอะไรที่อยากจะทำอีก แต่เราคิดว่าเรามีอะไรที่อยากจะเล่าอีกรึเปล่ามากกว่า เช่น เพลงที่เพราะที่สุดของเราคือเพลงอะไร เราทำให้เพลงให้เพราะกว่านี้ได้ไหม เราควรเพิ่มเครื่องดนตรีดีไหม หรือเพลงประหลาด ๆ ของเราสามารถประหลาดได้กว่านี้รึเปล่า ซึ่งผมคิดว่าต้าน่าจะทำได้”

 

“แต่ความเบื่อหรือเหนื่อยล้าก็มักเกิดขึ้นในตอนที่ต้องขึ้นไปนั่งตำแหน่งเดิมบนรถตู้ ที่นั่งของผมคือ เบาะก่อนออกประตู จากเดิมเคยนั่งเบาะหลังสุด ย้ายไปหน้าสุด แล้วย้ายมาเบาะกลางเพื่อยืดขา ในขณะที่คนขับรถตู้เปลี่ยนไปแล้วหลายรุ่น ผู้จัดการวงก็เปลี่ยนไปหลายคน พนักงานในบริษัทเข้า-ออกจนไม่มีใครเหลือแล้ว แต่เมื่อรถตู้ถอยมารับ ผมยังต้องขึ้นไปนั่งเบาะนี้เสมอ” 

 

PARADOX ทำกิจกรรมอะไรระหว่างอยู่บนรถตู้

“มีหลายยุคมาก ตั้งแต่ยุคเสียบเกมเล่น Mario Kart แข่งกัน แข่งตั้งแต่บนรถตู้ไปถึงบนเครื่องบิน พอถึงโรงแรมแยกห้องกันนอนก็ยังต่อ Wi-Fi เล่นเกมแข่งกันต่อ มาสู่ยุคที่ดูหนังจีนฮ่องกงกำลังภายในที่น้าคนขับรถตู้เปิดให้ดู ยุคที่ทุกคนใส่หูฟังแล้วไม่คุยกัน จนถึงยุคที่ขึ้นรถแล้วหลับ”

 

ในขณะที่คุณเต็มไปด้วยไฟในการทำงาน แต่เพื่อน ๆ ในวงมีไฟเหมือนกันรึเปล่า ต้องคุยกันบ่อยแค่ไหนในการเอาสิ่งที่อยู่ในหัวคุณไปคุยกับเพื่อน ๆ เพื่อให้วงเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

“แรก ๆ ก็ทุกข์ใจเหมือนกัน เหมือนเราไฮเปอร์อยู่คนเดียว ช่วงหลังผมเลยพยายามลด ๆ ลงหน่อย เช่น บางเพลงที่ต้า, บิ๊ก (ขจัดภัย กาญจนาภา - มือกีตาร์) หรือโจอี้ (เสรฐพร กฤดากร ณ อยุธยา - มือกลอง) ทำมา ผมก็จะแค่ดูว่าในยุคนั้น ช่วงเวลานั้น เขาอยากจะเล่าเรื่องประมาณนี้บ้าง ก็ต้องถอยหรือยอม แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ควรจะเติม ผมจะไม่ถอย ผมจะบอกพวกเขาเลยว่าเพลงนี้ธรรมดาไป ต้องเติมอีก สมัยก่อนผมจะไม่เอาเพลงช้าหรือเพลงป็อบเลย ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ จะยืนกรานว่าไม่เอา ถ้าธรรมดาไปก็ไม่เอา”

 

“ด้วยความที่วงเราใช้ระบบการทำงานแบบนี้กันมานานแล้ว เลยเป็นที่รู้กันว่าเรื่องนี้ฟังผม หรือเรื่องไหนไม่ต้องฟัง เช่น แต่ละคนรับผิดชอบเครื่องดนตรีอะไร แล้วอัดอะไรมา ถึงจะชอบหรือไม่ชอบ ผมก็จะไม่ไปแตะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของคอนเซ็ปต์วง ชื่ออัลบั้ม ปกอัลบั้ม การเรียงเพลง ทุกคนในวงก็จะไม่มาแตะผมเช่นกัน ซึ่งทุกคนทำหน้าที่เป็นทีม ผมเป็นกองหลังประมาณนึง ต้าอยู่กองหน้า ทำหน้าที่ร้องเพลงกับเขียนเพลง คนอื่น ๆ ที่เหลือก็ช่วยกันทำเพลง ภาพลักษณ์ของผมอาจจะดูเหมือนขี้เล่น แต่ลึก ๆ แล้วเป็นคนซีเรียสมาก ต้องวางแผนทุกสรรพสิ่งให้ไปทิศทางที่ตัวเองตั้งใจ”

 

ถ้าไม่เป็นไปตามแผนรู้สึกอย่างไร

“เครียด โกรธ ไม่พอใจ แต่พอจบความรู้สึกเหล่านี้แล้วก็ต้องพยายามแก้ไข เช่น ไปคุยกับค่าย หรือคุยกับวงว่าควรเติมอะไรลงไป อาจจะต้องแต่งเพลงประหลาด ๆ เพิ่ม ขอรื้อทำเสื้อผ้าเพื่อถ่ายโปรโมทใหม่อยู่ดี"

 

“แต่ผมไม่ได้เป็น Perfectionist ถึงขั้นที่ว่าโชว์นี้ห้ามเปลี่ยน ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น แต่จะเน้นดูองค์รวมว่าแก่นห้ามเปลี่ยน แต่ส่วนอื่น ๆ สามารถขยับปรับเปลี่ยนได้ งบไม่พอ ทุนไม่ได้ เวลามีแค่นี้ ก็ทำให้ออกมาดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด”

 

คิดว่าอะไรทำให้ PARADOX ยืนหยัดทำวงมาจนถึงทุกวันนี้

“เพราะเรายังมีเรื่องที่อยากจะเล่า และเราทำในสิ่งที่เราอยากทำ ทำในสิ่งที่เราชอบก่อน สมมติว่าวันนี้อัดเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้เสร็จแล้ว แปลว่างานจบแล้ว เพลงจะฮิตหรือไม่ฮิตเป็นอีกเรื่อง ซึ่งโชคดีที่ต้ายังมีเพลงช้าที่ทำงานได้อยู่ และเหลือพื้นที่ให้เราทำเพลงบ้า ๆ บอ ๆ ได้อยู่ มีหลายยุคที่เราผิดใจกัน แต่ทุกครั้งที่เริ่มทำท่าจะไม่ค่อยดีแล้ว จู่ ๆ ต้าก็จะมีเพลงเด็ด ๆ โผล่มา เช่น เพลง ผงาดง้ำค้ำโลก ผ่านไปสักพักเริ่มตึง ๆ กันอีกแล้ว ก็จะมีเพลง หลุมศพปลาวาฬ ซึ่งเนื้อเพลงประหลาดมากโผล่มาอีก หรือในอัลบั้มล่าสุด ทุกคนเริ่มตัน ผมก็เติมเพลง ควรพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน เข้าไป เราพยายามหาของช่วยกันเติมไปเรื่อย ๆ ”

 

ทำอย่างไรถึงจะมี ‘ของ’ มาเติมเรื่อย ๆ

“ผมอาจจะเป็นพวกเสพติดข้อมูลและมีความเนิร์ดเป็นช่วง ๆ เช่น เมื่อสิบปีก่อนผมชอบปลูกมะเดื่อมาก ศึกษาจนจำชื่อได้หมดทั้ง 400 สายพันธุ์ หรือที่เขาบอกว่าพอเรามีอายุประมาณนึง ต้องเริ่มลงทุนหุ้นไทยปันผล ผมก็ศึกษาและท่องชื่อหุ้นไทยได้ 400 ตัวจาก 600 กว่าตัว จำราคาได้ทั้งหมด จำแนกได้ว่าใครทำธุรกิจอะไร อยู่ในกลุ่มไหน การเคลื่อนไหวของกราฟเป็นแบบไหน อย่างเรื่องเพลงผมก็ฟังเพลงทั้งหมดในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคจนจำชื่อได้ทุกวง แต่ละวงออกอัลบั้มกี่ชุด ปกเป็นแบบไหน มีเพลงอะไรบ้าง ฯลฯ”

 

“พอมาถึงยุคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีงานนานเกินครึ่งปี ผมเลยเอาหนังสือที่ดองไว้มาอ่านให้หมด เช่น หนังสือนิยายชุด สถาบันสถาปนา (Foundation) มีทั้งหมด 10 เล่ม หนา 5,000 หน้า ผมอ่านจนครบทุกเล่ม จากนั้นก็ไปตามซื้อนิยายวิทยาศาสตร์เก่า ๆ มาอ่านเพิ่มเติม ทำให้ช่วงนั้นผมฝันเป็นเรื่องราวในแนว Sci-Fi ก็เลยจดความฝันไว้ทุกเช้า แล้วเอามาแต่งเป็นเรื่องสั้น 50 เรื่อง พิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Galaxian Explosion แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ฝันแนวนั้นอีกเลย”

 

“อีกอย่างที่ทำในช่วงโควิด คือ ผมกลับมาวาดรูปอีกครั้ง จนได้ไปจัดแสดงงานนิทรรศการเป็นเรื่องเป็นราว เดี๋ยวเดือนมีนาคมกับมิถุนายนปีหน้าก็ต้องเอางานวาดรูปไปจัดแสดงอีกครั้ง ผมว่าโควิด-19 ทำให้เราได้อยู่บ้านมากขึ้น ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ทำให้เกิดการขบคิดและทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็นเพลงชื่อ กฎแห่งความเปลี่ยนแปลงไม่เคยเปลี่ยน ในอัลบั้มล่าสุด” 

 

“ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตในแบบที่ออกไปเล่น สนุก ลุย อยากทำอะไรต้องได้ทำ จงทำไปเลย แต่ปีนี้ชีวิตผมเจออะไรหนัก ๆ ค่อนข้างเยอะ จนเริ่มรู้สึกว่าฉันไม่ได้มีชีวิตอมตะอีกต่อไป ที่ผ่านมาเหมือนกับว่าการทำเพลงกับการไปทัวร์คอนเสิร์ตเป็นงานที่ไร้กาลเวลา เพราะเรามีงานต่อเนื่องทุกปี แถมตัวเราเองก็รู้สึกไร้กาลเวลาไปด้วย เพราะผมไม่ค่อยป่วย แข็งแรง กินดื่มปาร์ตี้เท่าไรก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้ออกไปเล่นคอนเสิร์ต หรือฉันอยากจะวาดรูป เขียนหนังสือ ปลูกต้นไม้ ทำอัลบั้มใหม่ ก็ทำได้ทุกอย่าง”

 

“แต่จู่ ๆ วันนึงผมตื่นมาแล้วปวดไปหมดทั้งตัว รู้สึกเหนื่อย มองเห็นผมหงอกตัวเองเต็มหัว เริ่มปวดข้อปวดเข่า ย่อลงไปเล่นกับแมวแล้วลุกขึ้นยืนไม่ไหว รวมถึงเพื่อน ๆ ทุกคนในวงที่นั่งรถตู้แล้วเริ่มปวดเนื้อเมื่อยตัว เริ่มคุยกันเรื่องปลูกผม ทำกายภาพที่ไหนดี อนาคตที่บอกว่าจะไปเล่นคอนเสิร์ตที่บ้านบางแคอาจจะไม่ใช่แค่การพูดติดตลก อาจจะเป็นจริงก็ได้นะ (หัวเราะ)”

 

“ปีนี้เลยรู้สึกว่าเราต้องเปลี่ยนระบบการใช้ชีวิตของตัวเองแล้ว เริ่มจากการกินกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล หันมากินโยเกิร์ตแทนขนมและเป็นปีแรกในชีวิตที่หันมาออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ เพราะภรรยาเริ่มฝึกโยคะมาก่อนแล้ว แต่ตอนแรกเขาชวนเท่าไรผมก็ไม่ยอมไปฝึกด้วยเสียที แต่วันที่ตื่นขึ้นมาแล้วปวดตัว ผมเดินไปบอกเขาเลยว่า วันนี้ขอไปเล่นโยคะด้วยคน เพราะข้างในตัวเรามันบอกออกมาเองว่าไม่ไหวแล้ว”

 

ฝึกโยคะครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้าง

“ครั้งแรกก็ไปยืดตามพื้นฐานก่อน เล่นเสร็จก็ปวดตัวเหมือนกับคนออกกำลังกายทั่วไป เพราะได้ใช้กล้ามเนื้อทุกจุด แต่โยคะดีตรงที่เป็นการค่อย ๆ ขยับและได้ยืดกล้ามเนื้อที่ไม่เราไม่เคยใช้งาน ทั้ง ๆ ที่กล้ามเนื้อของมนุษย์ถูกออกแบบให้ต้องใช้งาน แต่เราไม่เคยใช้มันเลย วันแรก ๆ ก็อาจจะร้องโอ๊ยและทำได้ไม่สุด แต่หลังจากฝึกเป็นประจำได้ 3-4 เดือน กล้ามเนื้อก็เริ่มกลับมาลงตัวตามที่ควรจะเป็น”

 

“แล้วสิ่งที่แปลก คือ พอร่างกายได้ยืดตรงจุดที่บาดเจ็บหรือจุดที่ติดขัด แล้วร่างกายเริ่มชอบ ในขณะที่ตัวเราเองไม่ชอบ เพราะมันปวดมาก แต่ร่างกายเขาผ่อนคลาย เขาอยากยืดออกไปอีก เราก็จะ โอ๊ย เดี๋ยวก่อน เหมือนเถียงกันในหัว “เดี๋ยวก่อน ! พอแล้ว !” แต่ร่างกายกลับบอกว่า สบายจังเลย”

 

“ล่าสุด ผมเพิ่งกลับมากระโดดบนเวทีได้อีกครั้ง สมัยก่อนต้องปีนตู้เบสกระโดดขาคู่ลงมา พอกลับมาเหมือนเดิมได้เลยดีใจ เพราะพอร่างกายแข็งแรงขึ้น เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ สามารถเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่อยากทำต่อได้ เพราะผมไม่ได้อยากแข็งแรงจนมีกล้ามปูหรือมีอายุยืนยาว เราแค่ไม่อยากกังวลกับความเจ็บปวดของร่างกาย”

 

“สิ่งที่ผมยังทำไม่ได้คือ ขณะออกกำลังกาย ต้องโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน แต่ในหัวของผมยังคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ตีกันไปหมด ในขณะที่ร่างกายก็ทำท่าโยคะตามที่ครูบอก หูก็ฟังเพลงที่ครูเปิดแล้วก็คิดตามว่า เพลงนี้ใช้เทคนิคอะไร ใช้เครื่องดนตรีอะไร เอาไปใช้กับเพลงเราบ้างได้ไหม สักพักนึกไปถึงงานศิลปะที่ยังทำไม่เสร็จ แต่เดี๋ยวจะต้องแสดงงานในเดือนมีนาแล้ว คือเรากำลังทำท่าอยู่ แต่ใจไม่ได้อยู่กับท่าทางที่กำลังทำเลย เป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ ปรับต่อไป”

 

“สำหรับตัวเอง ท้ายที่สุดแล้ว การได้กลับมาสู่การทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นงานดนตรีที่ทำประจำเป็นหลัก งานเพ้นต์รูป การปลูกต้นไม้ที่ก็ยังชอบอยู่ การเขียนหนังสือ หรือฝึกโยคะ ทั้งหมดคือการทำงานศิลปะที่จะช่วยฮีลทุกสิ่งทุกอย่างได้เอง”

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของวง PARADOX ได้ที่ Instagram : paradoxthailand และเติมแรงบันดาลใจจาก สอง PARADOX ได้ทาง Instagram : 2dox

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...