ทำไมแค่กอดต้นไม้ก็หายเหนื่อย ? ตาม Sun’s Calling ไปอาบป่าและรู้จักตัวเองผ่านธรรมชาติ

29 Jan 2026 - NaN mins read

Health / Mind

Share

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ในหนึ่งวันคงมีโอกาสไม่มากที่จะได้สัมผัสต้นไม้ ใบหญ้า หรือแม้แต่ถอดรองเท้าเหยียบบนพื้นดิน 

 

เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในตึกสูง แหวกว่ายในคลื่นมนุษย์ อาบแสงนีออน ตื่นนอนเพราะเสียงนาฬิกาปลุกระคายหู สายตาของเราจดจ้องอยู่กับหน้าจอตลอด และสองหูรับฟังทั้งเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ

 

เมื่อไม่มีเวลาให้เพ่งมองชีวิตมากนัก แล้ววันหนึ่งเราก็กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตัวเอง เราต่างหาความหมายของการเป็นมนุษย์ ตามหาคุณค่าในตัวเองจนเหนื่อยหน่าย ทั้งที่จริงแล้วคำตอบของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล เพราะมันอยู่ในช่วงเวลาที่ได้พักและให้ธรรมชาติโอบกอดเรา

 

มะขวัญ - วิภาดา แหวนเพชร คือคนที่ค้นพบคำตอบนั้นจากการเข้าไปอยู่เฉย ๆ ในป่า โอบกอดต้นไม้  ใช้สองเท้าสัมผัสพื้นหญ้า สองตาสังเกตสิ่งรอบตัว และสองหูแว่วเสียงลมหวีดหวิว การสังเกตธรรมชาติทำให้เธอรู้จักตัวเองและพบคำตอบของชีวิตที่ตามหามาแสนนาน
 

มะขวัญ คือกระบวนกร นักเขียนบท และอาจารย์สอนวิชาทักษะแห่งความสุขและวิชาความสัมพันธ์ประจำสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปัจจุบันเธอยังเป็นกระบวนกรประจำ Sun’s Calling จัดทริปพาไปอาบป่าเพื่อตามหาพื้นที่มั่นคงในใจ

 

“เราสนใจการเติบโตและการเรียนรู้ภายในของมนุษย์มาก ๆ อาจเพราะชีวิตเจ็บปวดมาก เลยอยากเยียวยาให้ดีขึ้นและอยากให้ทุกคนได้อยู่กับตัวเองได้อย่างดีขึ้น ช่วงที่สนใจเราก็ค้นหาไปเรื่อย ๆ จนเจอกระบวนการเกี่ยวกับป่า ที่เรียกว่า วิชันเควสต์ (Vision Quest)” มะขวัญเล่าให้ฟัง

 

มะขวัญเล่าว่าการอาบป่ามีหลายเลเวล

  • เลเวล 1 พาเดินศึกษาธรรมชาติ รู้จักพืชพรรณและเห็ดรา
  • เลเวล 2 เข้าไปอาบป่า นั่งพัก วาดรูป ใช้ประสาทสัมผัส
  • เลเวล 3 อาบป่าระยะสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมงเพื่อแสวงหาความสงบ
  • เลเวล 4 อยู่ในป่าตามลำพังหลายวัน อดอาหาร ภาวนา เพื่อค้นหาปัญญาที่ป่ามอบให้ ซึ่งวิชันเควสต์อยู่ในเลเวลนี้ 

 

“วิชันเควสต์คือกระบวนการนิเวศภาวนาที่พาคนไปอยู่ในป่า ใช้ป่าเป็นเครื่องมือเยียวยาและจัดการภายใน เชื่อว่าป่าจะตอบทุกคำถามสำคัญของชีวิตและสิ่งที่เราอยากเข้าใจ เหตุผลที่ต้องอดข้าวเพราะความเปราะบางนั้นจะทำให้เรามองเห็นและรับรู้ทุกอย่างได้คมชัดขึ้น ช่วงเวลานั้นเราจะเจอคำตอบ หรือญาณปัญญา ได้ใช้สัญชาตญาณตัวเองและเห็นภาพใหญ่ของชีวิต”

 

“พออาบป่าแล้วเราจะมาถอดเควสต์กันว่าแต่ละคนได้อะไรบ้าง บางทีเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าที่ทำอยู่ได้อะไร เราจะต้องช่วยตีความว่าป่าให้อะไร ซึ่งจะมีหลักการอยู่ วันสุดท้ายจะสรุปจบว่าเราจะนำสิ่งนี้ไปใช้ในชีวิตเรายังไง อย่างน้อยต่อให้ไม่ได้อะไร แต่หลาย ๆ คนจะรู้ว่าเราต้องการอะไร เราเป็นคนแบบไหน มันคือการลอกเปลือกที่ไม่จำเป็นออกและเป็นตัวเองอย่างจริงแท้ เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น ได้ใช้ชีวิตแบบที่เราชอบและอยากเป็นจริง ๆ ”

 

มะขวัญเล่าว่าเธอค้นพบกระบวนการนี้ในช่วงชีวิตที่ทุกข์ที่สุด ทั้งกำลังเผชิญวิกฤตความสัมพันธ์ เจอมรสุมชีวิตมากมาย สุดท้ายก็ได้เรียนรู้เรื่องป่าที่สัมพันธ์กับใจจาก อ.ณัฐฬส วังวิญญู (เพจ Wild Wisdom House) ผู้นำวิชันเควสต์มาเผยแพร่ในประเทศไทย หลังจากนั้นเธอร่วมเดินทางเข้าป่าไปทำวิชันเควสต์นานถึง 9 วัน และได้อยู่ตามลำพังในป่าเป็นเวลา 4 วัน
 

“ครั้งแรกที่เข้าป่า เราเจอพายุฝนสองคืน เต็นท์รั่ว น้ำท่วม ตอนนั้นอากาศ 10 องศา มันหนาวมาก ต้องนั่งขดตัวอยู่อย่างนั้น 36 ชั่วโมง จริง ๆ ด่าตัวเองเยอะมากว่าจ่ายเงินเพื่อมานั่งหนาวขนาดนี้ทำไม แต่ป่ามันอัศจรรย์มากเพราะ 36 ชั่วโมงนั้นมันจำลองภาพความทรมานของชีวิตเรา ทำให้เราเห็นชีวิตตัวเองในอดีตว่าเจออะไรมาบ้าง แล้วเรารับมือยังไง น่าแปลกที่ข้างในเราแข็งแกร่ง มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางพายุที่เกิดขึ้นข้างนอกและพายุในตัวเอง วันนั้นเราเข้าใจคอนเซปต์ในการเป็นคน เข้าใจแล้วว่าการอยู่กับพายุคืออะไร เราไม่ได้ประเมินว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ แต่สามารถมองมันเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ผ่านมาและผ่านไป”
 

“เราสามารถเป็นพื้นดินที่รับทุกอย่างได้อย่างมั่นคง หรือเป็นอย่างท้องฟ้าที่แค่ปล่อยทุกอย่างให้ผ่านมาแล้วอยู่กับมันได้ อยู่ ๆ ความเจ็บปวดก็ไม่ได้เป็นบวกหรือลบแต่เป็นค่ากลาง แผลข้างในก็ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปเหมือนพายุ” 

 

“กิจกรรมตลอด 4 วัน 3 คืนเรียบง่ายมาก แค่เข้าไปอยู่ในป่า แต่มันมอบประสบการณ์ที่ไม่มีอะไรเปรียบเทียบได้อีกแล้วในชีวิตนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้แตกตัวเองออกและเชื่อมสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวทั้งก้อนหิน ต้นไม้ แม่น้ำ พื้นดิน สายลม ท้องฟ้า ได้มองเห็นอะไรที่มากกว่าตัวเรา เรามองเห็นว่าต้นไม้ทำงานกับเรายังไง และเกิดประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งสุด ๆ เลย”

 

“ในป่าไม่มีอะไรทำ เป็นครั้งแรกที่เราได้อยู่กับตัวเองและพึ่งพาตัวเองจริง ๆ เราจะเริ่มเห็นว่า เราเป็นคนแบบนี้เหรอ เราทำแบบนี้เหรอ น่าแปลกที่อดข้าว 3 วันแต่กลับไม่หิว เราได้ใช้สัญชาตญาณเพื่อฝึกฟังเสียงข้างในของตัวเอง และพอได้ยินว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ เราก็จะเริ่มเห็นจุดผิดพลาดของชีวิตที่ผ่านมา เราจะได้เห็นชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น”
 

“พอออกมาจากป่า สายสัมพันธ์ที่มีต่อมนุษย์ ต่อตัวเอง พื้นดิน และต้นไม้ไม่เหมือนเดิมแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก สมมุติอยากได้งานงานหนึ่งมาก ๆ แล้วไม่ได้ หรือรักคนคนหนึ่งมากแล้วไม่สมหวัง เราเข้าใจได้ว่าบางสิ่งที่มันต้องเกิดขึ้น มันก็แค่เกิดขึ้น เราไม่เหมือนเมื่อก่อนที่โวยวาย ดิ้นรน เราจัดการแค่ในจุดที่เราทำได้ และจะไม่ทำในจุดที่ควบคุมไม่ได้ ชีวิตช่วง 5 ปีหลังเลยง่ายและสบาย เราไม่อินกับคำว่าปล่อยวางเลย มันไม่ใช่การก้มหน้ายอมรับโชคชะตาแต่เป็นการศิโรราบกับชีวิตและน้อมรับทุกอย่างที่ชีวิตยื่นให้ เราเอ็นจอยและมีความสุขง่ายขึ้นมาก ๆ ” มะขวัญเล่าให้เราฟัง 


หลังจากพบความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ด้วยตัวเอง มะขวัญก็เริ่มศึกษาศาสตร์การอาบป่านี้อย่างจริงจัง จากผู้เข้าร่วม เธอกลายเป็นหนึ่งในทีมงานที่พาผู้คนเข้าไปอาบป่า และใช้ความรู้ด้านกระบวนกรออกแบบ Sun’s Calling ซึ่งเป็นการทำวิชันเควสต์แบบสั้น ๆ โดยเธอเชื่อว่าเราทุกคนเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างลึกซึ้งและสามารถค้นพบคุณค่าภายในได้

 

ทริปอาบป่าของ Sun’s Calling จะจัดขึ้นปีละครั้งไปตามป่าต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย มะขวัญและทีมจะพาเข้าไปอาบป่าเป็นเวลา 4 - 5 วัน ช่วงวันแรก ๆ จะพาไปเดินป่าเพื่อให้คุ้นชินกับพื้นที่ ให้รู้ว่าเราสามารถนั่งตรงไหน อยู่ตรงไหนได้บ้าง จากนั้นจะมีช่วงสำคัญให้แต่ละคนอดอาหารและปลีกตัวเข้าไปอยู่ในป่าตามลำพัง 4 ชั่วโมง จากนั้นก็กลับมา ‘ถอดเควสต์’ ในวงสนทนา เพื่อดูว่าแต่ละคนได้อะไรจากช่วงเวลานั้น และป่าได้ตอบคำถามอะไรในใจพวกเขาบ้าง

Sun’s Calling 2025 ที่เชียงดาว

 

“ป่าขัดเกลาเราได้จริง ๆ พอเราอยู่ในป่านาน ๆ เราจะรู้ปม รู้แผลของเพื่อนที่มาด้วยกัน มวลวันแรกกับมวลวันสุดท้ายไม่มีทางเหมือนกัน ทุกคนจะนิ่งขึ้น สงบขึ้น สบายขึ้น ยิ่งในเควสต์ใหญ่ยิ่งเห็นการเปลี่ยนระดับตัวตน บางคนตอนมาเขาระแวง กลัว ปิดกั้นตัวเอง ดูถูกตัวเอง แต่ตอนจบดูกล้าและมีพลัง ตอนเราออกจากป่า ถ้าได้ตามติดชีวิตทุกคน 1 ปีให้หลังจะยิ่งรู้สึกว่าเครื่องมือนี้เจ๋งมาก เราจะเห็นว่าเขาออกไปสู้ เขาทำบางสิ่งสำเร็จ กลับไปเคลียร์ความสัมพันธ์ได้”

Sun’s Calling 2025 ที่เชียงดาว

 

“มนุษย์โคตรอัศจรรย์ ทุกคนช่างมีพลังงดงาม เมื่อก่อนเราอาจเห็นว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ คนนี้ดี คนนี้ไม่ดี แต่พอเราอยู่กับป่านาน ๆ เราจะได้เห็นพลังเฉพาะของแต่ละคน บางคนพลังสร้างสรรค์ของเขาชัดมาก บางคนกล้าหาญ บางคนอดทน พลังพวกนั้นส่งมาถึงตัวเราได้ มันทำให้รามองเห็นว่าทุกคนมีสิ่งนี้อยู่ในตัว แต่ว่าจะคอนเน็กกับมันได้ไหม เรามองมนุษย์อย่างลึกซึ้งขึ้นไปอีก จากที่เราก็รักในความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว”

 

“พอเราได้เป็นพยานและเห็นชีวิตมนุษย์เติบโตแล้วมันยิ่งรู้สึกศรัทธาในชีวิตมนุษย์ ศรัทธาที่ว่านั้นคือศรัทธาในพลังความแข็งแกร่ง อ่อนโยน ใจดี กล้าหาญ ที่มนุษย์ทุกคนมี เราว่าการเป็นคนก็มีมุมที่แย่ก็แย่มาก ๆ เลวร้ายมาก ๆ เจ็บปวดมาก ๆ แต่ก็มีมุมที่ดีและสวยงามมากเช่นกัน”

 

ในฐานะอาจารย์สอนวิชาแห่งความสุขที่เริ่มจากคลาสเล็ก ๆ ไม่กี่สิบคน จนปัจจุบันเป็นปีละหลายร้อยคน มะขวัญพบว่านับวัน ‘ความสุข’ ยิ่งหายากและที่ยากยิ่งกว่าคือไม่รู้จะไปหาที่ไหน และเธอเชื่อว่าป่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนในยุคนี้ได้เติบโตทางใจ และมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้ 
 

“การใช้ป่าเป็นครูและเป็นเครื่องมือเข้าใจชีวิตได้โปรดจงอยู่ต่อไปในโลกนี้ ในประเทศนี้ ในยุคนี้ที่วิกฤตทางความคิด ความเชื่อ ตัวตนเกิดอย่างมากมายมาก”

 

“ถ้าใครมาด่าว่าเด็กรุ่นนี้อ่อนแอ เราจะไปด่าเขาอีกทีหนึ่ง พวกเราโตมาในสิ่งแวดล้อมที่ยังมีต้นไม้ ใบหญ้าและความมั่นคงทางใจ แต่เด็กรุ่นนี้นอกจากจะมีโซเชียลมีเดียที่ทำให้อารมณ์ขึ้นลงทุกวันแล้ว เขายังต้องเจอข่าว ความกลัว ภัยพิบัติ เจอความไม่แน่นอน เด็กรุ่นนี้ต้องเผชิญทุกอย่าง ทั้งที่จิตใจเขาคือจิตใจเด็กที่เปราะบางกว่า อ่อนแอกว่า”

 

“ตอนนี้ทุกคนในโลกกำลังเผชิญสิ่งที่เหมือน ๆ กัน คือความรู้สึกกลัวและความเจ็บปวดที่มาจากการสูญเสียที่เราไม่คาดคิด วิกฤตพวกนี้มันทำให้จิตใจสั่นคลอน มันเป็นยุคที่ภัยธรรมชาติวิกฤต ทั้งน้ำท่วมหาดใหญ่ ไฟไหม้ ร้อนจัด หนาวจัด เย็นจัด พายุฝน เหมือนเรานั่งอยู่กับงูเห่าตลอดเวลา แล้วเราต้องหาวิธีอยู่กับงูเห่าตัวนี้ให้ได้” 

 

“ในฐานะครูวิชาความสุขและคนทำกระบวนกร สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือการชวนคนมาเจอพื้นที่มั่นคงทางใจ จุดที่เป็นพื้นดินอันมั่นคงของเราในใจ เราจะช่วยสร้างสิ่งนี้ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรให้กลัวได้ ปั่นป่วนได้ เศร้าได้ แต่ยังมีที่มั่นคงในใจให้เรามาหลบภัยและพักตั้งหลัก เพื่อสู้กับพายุเหล่านี้”

 

“คนมักเข้าใจผิดว่าวิชันเควสต์เป็นพิธีกรรมแบบมูเตลู อินเดียนแดง ซับซ้อน เสี่ยงภัย แต่จริง ๆ มันเรียบง่ายมาก แค่แยกไปอยู่ในป่าคนเดียว 3 วัน แบบไม่กินข้าว ให้รับรู้ตัวเองอย่างละเอียดและชัดเจน มันคือการ Take a break จากชีวิตประจำวันเท่านั้น”

Sun’s Calling 2025 ที่เชียงดาว

 

“แต่อย่าทะเล่อทะล่าเข้าไปในป่าเองนะ” มะขวัญบอกเจือเสียงหัวเราะ

 

การอาบป่าและทำวิชันเควสต์นั้นมีกระบวนการเป็นขั้นตอน การเข้าป่าตัวคนเดียวอาจทำให้เกิดอันตรายต่อทั้งร่างกายและจิตใจของเราได้ Sun’s Calling จึงมีทั้งกระบวนกรและนักจิตวิทยาที่จะค่อย ๆ พาเราไปอาบป่าอย่างปลอดภัย โดยเบื้องต้นจะประเมินก่อนว่าผู้เข้าร่วมมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งระหว่างทำกิจกรรมยังมีระบบที่จะช่วยตรวจตราว่าทุกคนที่อยู่ในป่าลำพังยังปลอดภัยดี
 

อีกหนึ่งเรื่องที่เธอให้ความสำคัญคือการอาบป่าต้องทำโดยกระบวนกรผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระบวนการเรียนรู้จริง ๆ เพราะไม่อย่างนั้นอาจส่งผลกระทบด้านจิตใจได้ 
 

“หน้าที่ของเราในฐานะกระบวนกรคือเป็นแค่สายลม เป็นคนที่อำนวยการแล้วทำให้เขาเกิดการเรียนรู้อย่างถึงที่สุดเท่านั้น และเราเองก็ต้องมั่นคงให้มากพอที่จะทำสิ่งนี้ แต่ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าในวงการกระบวนกร คนไม่จริงก็เยอะมาก เรื่องจริงที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่ยังป่วยและอยู่ในขั้นตอนของการเยียวยาตัวเอง ไม่มีการตระหนักรู้มากพอและเอาสิ่งที่รู้มาทำร้ายคนอื่น เช่น บำบัดต่อหน้าทุกคน เจาะปม เปิดแผลในใจแบบผิดที่ ผิดเวลา แล้วปิดไม่ได้ แบบนี้ก็น่ากลัว มันจะบิดเบี้ยวมาก กระบวนการมันจะพังไปเลย"

 

การเข้าป่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามเราทุกคนไม่จำเป็นต้องเข้าป่าเสมอไป หากมีข้อจำกัดทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่มีเวลา หรือปลีกตัวจากชีวิตที่เร่งรีบไม่ได้ มะขวัญเองในฐานะมนุษย์ผู้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เธอเองก็มีวิธีเติมธรรมชาติและความสงบให้ชีวิตได้ในทุก ๆ วัน

 

“วิธีของเราเรียบง่ายมาก เราอยู่ในเมืองเป็นหลัก หลายเดือนถึงจะได้เข้าป่าสักที ดังนั้นถ้าวันไหนเราไม่ไหวจริง ๆ ก็ไปนอนเฉย ๆ อยู่บนพื้นหญ้าที่สวนรถไฟ”
 

“บางครั้งแค่นั่งมองพระจันทร์เต็มดวงโดยไม่ทำอะไรเลย ไม่แตะมือถือ ไม่ได้มองว่ามันสวย หรือพิจารณารูปร่าง แค่มองและอยู่กับโมเมนต์นั้น พอนั่งมองแล้วเราจะเห็นเลยว่ามวลก่อนและหลังทำมันเปลี่ยนไป เราจะนิ่งขึ้น สงบขึ้น สบายใจขึ้นนิดหน่อย"

 

“ที่ชอบทำบ่อยจริง ๆ คือกอดต้นไม้ แตะต้นไม้ เดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน นอนบนพื้นดิน ดูพระอาทิตย์ตก ส่วนตัวรู้สึกว่าต้นไม้เป็นสิ่งที่เท่มาก บางต้นอยู่ตรงนี้มาได้ตั้ง 50 ปี ทนแดด ทนฝน ทนท่อไอเสีย แต่ก็ยังตั้งตระหง่านแล้วให้ร่มเงากับคน ให้ออกซิเจนต่อไป มีความรักที่ยิ่งใหญ่มากเลยนะ ยิ่งเราทำงานกับคนก็อยากจะพาคนไปหาต้นไม้ ให้เขาได้เรียนรู้ความรัก ความมั่นคงของต้นไม้ บางทีเขาคือต้นไม้ที่ตั้งอยู่ริมฟุตบาทที่หัวถนน ดูเหมือนต้นอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าได้ใช้เวลากับเขามากขึ้น จะพบว่าเขาช่างเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ เขาสงบ มั่นคงขนาดนี้ได้ยังไง พร้อมรับทุกสิ่งขนาดนี้ได้ยังไง ลวดลายจัดเรียงอย่างนี้ได้ยังไง ยิ่งเข้าป่ายิ่งรู้สึกว่าต้นไม้เท่มาก อัศจรรย์ใจทุกครั้งที่ได้เจอ”

 

“สุดท้ายคือการอาบป่าที่จะให้ตัวเองได้มีเวลาหยุดและใช้เวลากับสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ มันคือการใช้สัมผัสทั้งห้าของเรา แค่อยู่ แค่มอง แค่สังเกต แล้วอีกวิธีที่ได้ผลคือจะเอาสมุด ปากกาไปด้วยเพื่อทำ Free Writing พอทำเสร็จจะรู้สึกว่าได้รับการเยียวยาจัดการตัวเองแบบครบวงจร วันนั้นก็สบายแล้ว”

 

“แต่ถ้าออกไปไหนไม่ได้จริง ๆ เราจะใช้หิน ชอบซื้อหินดิบ ๆ ที่ไม่ใช่หินมูเตลู แต่เป็นพวกหินแม่น้ำ หินน้ำตก จะชอบนั่งกำไว้และรู้สึกถึงความเย็นของมัน วันไหนที่ไม่มั่นคง หรือมีอารมณ์ปั่นป่วน จะชอบเอาหินมาวางที่หัวใจ เพื่อให้รู้สึกใจเย็นลง หรือนั่งจับไว้ ดูลมหายใจเข้าออก 5 นาที”

 

“มนุษย์วัยทำงานทุกคนแค่ต้องการเวลาพัก เราจะเข้าใจก็ต่อเมื่อเราได้ไปอยู่มัลดีฟส์ ไปอยู่แม่กำปองคนเดียวสัก 5 วัน ระหว่างทางเราจะเจออินไซต์บางอย่าง คนสมัยก่อนเขามีช่วงเวลาที่ได้อยู่กับต้นไม้ แตะต้นไม้ แตะพื้นดิน จังหวะที่เราได้ทำสิ่งที่ nonsense ซึ่งช่วงเวลานี้มันจำเป็นมากในการสร้างความมั่นคงในใจให้พร้อมเผชิญทุกสิ่ง แต่ตอนนี้เราไม่มีช่วงเวลาแบบนั้น เพราะเรามีมือถือ เราทนความเบื่อไม่ได้ ต้องหยิบมือถือ ต้องหยิบอะไรสักอย่างขึ้นมาตลอดเวลา และจมอยู่ในอารมณ์ ในความคิดของตัวเองจนไม่มีช่วงเวลาให้ใจได้หยุดพัก ให้สมองได้หยุดคิด มนุษย์มี 70,000 ความคิดต่อวัน ถ้าเราไม่มีความตระหนักรู้ในตัวเองอย่างเพียงพอ เราจะเก็บทุกอารมณ์เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวโกรธ ไม่มีช่วงให้ได้หยุดพักสักนาที"

 

“ป่ามันให้เราได้หยุดพัก ต้นไม้ สายน้ำ สายลม เหล่านั้นจะช่วยเยียวยา ปลอบประโลมใจ หากเราได้ใช้เวลากับเขานานขึ้น เขาจะเผยความอัศจรรย์ให้เราเห็น พอเราเห็นเขาอย่างลึกซึ้ง เราจะเริ่มเห็นตัวเองอย่างลึกซึ้งด้วยเช่นกัน เวลาเห็นก้อนเมฆเคลื่อนผ่าน เห็นสายลม เห็นสายน้ำ บางคนก็จะคิดได้เลยว่า อารมณ์ความรู้สึกเราก็เหมือนสายน้ำที่มันกำลังผ่านไป แค่เราได้หยุดอยู่เฉย ๆ ญาณปัญญามันจะเกิดขึ้นเอง”

 

“เราเชื่อสุดว่าทุกคนมีครูภายในของตัวเอง ทุกคนมีปัญญาของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่โลกปัจจุบันมันเสียงดังจนเราไม่ได้ยินเสียงครูคนนี้ ป่ามันแค่เงียบพอที่จะทำให้ครูคนนี้ตะโกนออกมาดัง ๆ ว่าเราพักได้แล้ว ว่าพอเถอะ ว่าเป็นตัวเองเถอะ”
 

“ป่าเป็นเครื่องมือที่ลึกซึ้ง เขาคอยสะท้อนให้เราเห็นข้างในใจได้ง่าย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน สายน้ำที่พัดไป ใบไม้ ต้นไม้ที่ตายลงโดยธรรมชาติ ทั้งหมดคือชีวิตเรา”

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...