

อยากพูดเก่งทำอย่างไร ? ชวนทำตามเทรนด์ #challengeพูดหน้ากล้อง30วัน ที่คนพูดไม่เก่งก็ทำได้
Lifestyle / Trends
12 Nov 2025 - 5 mins read
Lifestyle / Trends
SHARE
12 Nov 2025 - 5 mins read
#challengeพูดหน้ากล้อง30วัน กำลังเป็นเทรนด์บนโลกออนไลน์ ผู้คนมากมายทั้งอินฟลูเอนเซอร์ และคนดังกำลังท้าทายตัวเองด้วยชาเลนจ์นี้
วิธีการทำชาเลนจ์คือตั้งกล้องบันทึกวิดีโอตอนตัวเองพูดในหัวข้อต่าง ๆ โดยไม่ตัดต่อ และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok, Instagram หรือ Facebook เป็นเวลา 30 วัน โดยมีเป้าหมายคือการอัปสกิล การพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) ให้เก่งขึ้น
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนอยากฝึกพูดจนทำให้ #challengeพูดหน้ากล้อง30วัน ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม อาจเพราะในยุคนี้การพูดหน้ากล้องสามารถต่อยอดเป็นอาชีพได้มากมาย แต่ไม่ว่าจะยุคไหน ‘การพูดต่อหน้าสาธารณะ’ ก็ยังเป็นเรื่องน่าหนักใจของมนุษย์เรา
“ผู้คนกลัวการพูดในที่สาธารณะมากกว่าความตาย”
ผลการสำรวจของ R.H. Bruskin Associates หัวข้อเรื่อง American Fears ในปี ค.ศ.1973 พบว่าผู้คนกว่า 41% ที่เข้าร่วมการตอบคำถามเผยว่า “พวกเขากลัวการพูดต่อหน้าสาธารณะเป็นอันดับหนึ่ง” การพูดในที่สาธารณะทำให้คนรู้สึกกลัวความผิดพลาด กลัวถูกตัดสิน รู้สึกตื่นเต้น ประหม่า ความรู้สึกกังวลสารพัดมักเกิดขึ้นเมื่อต้องพูดต่อหน้าสาธารณะ ในอดีตจึงมี ‘คลับฝึกพูดในที่สาธารณะ’ เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้คนได้ฝึกพูดและขจัดความกลัวของตัวเอง
หนึ่งในคลับฝึกพูดในที่สาธารณะที่โด่งดังที่สุด คือ Toastmaster ซึ่งปัจจุบันมีสาขาในหลายประเทศทั่วโลก ที่นี่ก่อตั้งครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการในปี ค.ศ.1905 โดยสมาชิก สมาคมคริสเตียนชายหนุ่ม หรือ YMCA (Young Men’s Christian Association) เนื่องจากอยากให้คนในสมาคมขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพ ทุกคนในคลับจะมารวมตัวกันและผลัดกันกล่าวสุนทรพจน์ โดยมีผู้ใหญ่ช่วยวิจารณ์เพื่อนำไปปรับปรุง ปัจจุบันมีกิจกรรมหลากหลายมากขึ้น เช่น โต้วาที, กล่าวสุนทรพจน์, แข่งตอบปัญหา เป็นต้น
#challengeพูดหน้ากล้อง30วัน จึงเป็นหนึ่งในคลับฝึกพูดในที่สาธารณะขนาดย่อม ๆ บนโลกออนไลน์ มีผู้คนมาฝึกพูดไปพร้อม ๆ กัน และมีผู้ใช้คนอื่น ๆ ช่วยเป็นเมนเทอร์ให้คำแนะนำและติชม
การพูดในที่สาธารณะมีความท้าทายมากมาย เพราะต้องพูดกับคนจำนวนมาก ต้องโน้มน้าวใจเป็น ต้องเล่าเรื่องให้จับใจ แสดงออกให้ดี เพื่อให้ผู้คนเปิดใจรับฟัง เราจึงต้องเตรียมพร้อมทุกครั้ง ตั้งแต่เลือกหัวข้อไปจนถึงอัปโหลดคลิปลงโซเชียลมีเดีย กระบวนการทุกขั้นตอนจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเอง เพื่อสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะในวงสนทนาเล็ก ๆ หรือต่อหน้าคนเป็นร้อย เราก็จะเปี่ยมด้วยความมั่นใจอยู่เสมอ
หลายคนอาจคิดว่าชาเลนจ์นี้เหมาะสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ คนดัง หรือคนทำงานเบื้องหน้า เพื่อต่อยอดในอาชีพการงานเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว การฝึกพูดสาธารณะเหมาะกับเราทุกคน แม้จะไม่ได้ทำงานหน้ากล้องก็ตาม เพราะผลลัพธ์ของการฝึกฝนไม่ใช่แค่พูดเก่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เรา ‘รู้จักตัวเองมากขึ้น’
เคล็ดลับที่แท้จริงของการพูดตราตรึงใจผู้ฟัง ไม่ใช่แค่เรื่องสนุกหรือน้ำเสียงน่าฟังเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ผู้พูดมีความ ‘ตระหนักรู้ในตัวเอง’ (Self-awareness) อีกด้วย คนที่พูดได้น่าสนใจและสะกดผู้ฟังจำนวนมากได้อย่างอยู่หมัดคือคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรและรู้สึกอย่างไร
หนึ่งในสุนทรพจน์ที่ตราตรึงใจผู้คนทั้งโลกตลอดกาลคือ ‘I Have a Dream’ ของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ที่ว่าด้วยเรื่องเชื้อชาติและสิทธิมนุษยชน ที่ได้กล่าว ณ การเดินขบวน March on Washington ในปี ค.ศ.1963 วันนั้นเขาใช้น้ำเสียงขึงขัง ถ่ายทอดอารมณ์โกรธและมุ่งมั่นออกมาชัดเจน เขารู้ว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร ต้องการสื่อสารอะไร และกำลังรู้สึกอย่างไร จึงทำให้เนื้อหาในวันนั้นหนักแน่น สะกดผู้ฟังหมู่มากได้ ลองจินตนาการว่าหากวันนั้นมาร์ตินมีความลังเลเพียงเล็กน้อย เผลอพูดคำว่า “เอ่อ…” หรือ “อืม…” ออกมาสั้น ๆ ก็คงทำให้น่าเชื่อถือน้อยลงและคงจะไม่มีสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดมาจนทุกวันนี้
ถ้าเรากำลังเล่าเรื่องเศร้าและรู้สึกเศร้า เราจะไม่ยิ้มระหว่างพูด ถ้าเรากำลังจริงจัง เราจะไม่เอามือล้วงกางเกงหรือจับผม เมื่อเรามีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่าเรารู้สึกอย่างไรและกำลังทำอะไร ท่าทางการพูดของเราก็จะเป็นไปตามนั้น ซึ่งทำให้คนเชื่อถือและรับฟัง การฝึกพูดในที่สาธารณะบ่อย ๆ จึงเป็นกระบวนการที่ทำให้เรากลับมาทบทวนความคิดของตัวเองอยู่เสมอ ยิ่งฝึกบ่อย ๆ เราก็จะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
พูดไม่เก่งไม่ใช่ปัญหา ทุกคนทำได้ถ้าฝึกฝน
ใครที่เป็นมือใหม่หัดพูดและไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มทำ #challengeพูดหน้ากล้อง30วัน อย่างไร คำแนะนำเรื่องการพูดในที่สาธารณะเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์และช่วยให้พัฒนาขึ้นได้ในทุก ๆ วัน
- ขจัดความกลัวด้วยการเตรียมตัวให้พร้อม : กลัวพูดผิด กลัวจำไม่ได้ กลัวเดดแอร์ กลัวคนดูไม่อิน กลัวคำวิจารณ์ สารพัดความกลัวถาโถมเข้ามาในหัวก่อนต้องพูดหน้ากล้องหรือหน้าคนหมู่มาก วิธีกำจัดความกลัวหนึ่งเดียวคือเตรียมตัวให้พร้อม ฝึกซ้อมก่อนลงสนามจริง ให้เวลาทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูดนาน ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ
- ทำความรู้จักผู้ฟัง : ก่อนจะพูดแต่ละครั้งเราต้องรู้ว่ากำลังพูดกับใคร ผู้ฟังส่วนใหญ่ของเราเป็นคนแบบไหน เพื่อให้ใช้คำได้อย่างเหมาะสม
- เป็นตัวของตัวเอง : เราไม่จำเป็นต้องฝืนเลียนแบบน้ำเสียงหรือท่าทางของคนอื่น แต่ควรเปิดเผยเอกลักษณ์ในการพูดของตัวเองออกมาให้เป็นธรรมชาติ
- ไม่อ่านสคริปต์ตลอดเวลา : สคริปต์ช่วยให้เรารู้สิ่งที่ต้องพูดคร่าว ๆ แต่การอ่านทั้งหมดจะทำให้เราขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง หากสายตาเราจดจ่ออยู่แต่กับหน้ากระดาษอาจทำให้เสียโอกาสในการสบตากับผู้ฟังได้ แต่ถ้าต้องมีสคริปต์จริง ๆ ให้ใช้วิธีจดแค่คีย์เวิร์ดสำคัญ จดลำดับการพูด เพื่อให้เหลือบมองได้ง่าย ไม่กระทบกับการพูด
- 30 วินาทีแรกสำคัญที่สุด : ช่วงเวลา 30 วินาทีแรกคือนาทีทอง ถ้าทำให้ผู้ฟังสนใจได้ เขาก็จะอยากฟังเราต่อไปเรื่อย ๆ ลองหาประโยคเด็ดหรือเรื่องราวสนุก ๆ มาเล่าเปิดเพื่อดึงดูดความสนใจ และอย่าลืมจบบทสนทนาอย่างกินใจด้วยเช่นกัน
- เล่าเรื่องยกตัวอย่าง : บางครั้งการพูดไปเรื่อย ๆ นาน ๆ ก็อาจทำให้คนหมดความสนใจได้ ลองยกตัวอย่างสนุก ๆ หรือคั่นด้วยเรื่องตลกจะทำให้ผู้ฟังจดจ่อได้นานขึ้น
- รับฟังคำติชม : เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนเข้ามาคอมเมนต์ ติชมเกี่ยวกับสิ่งที่เราพูด เลือกอ่านข้อความที่เป็นประโยชน์และนำมาปรับปรุงการพูดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และหากเป็นการพูดบนเวทีจริง ๆ เราต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ สีหน้า ท่าทางของผู้ฟังอยู่เสมอด้วย เพราะนั่นคือฟีดแบ็กอย่างหนึ่ง
ใครที่กำลังจะเริ่มทำชาเลนจ์นี้แต่ไม่รู้จะพูดอะไร LIVE TO LIFE มีไอเดียหัวข้อสำหรับ #challengeพูดหน้ากล้อง30วัน มาแบ่งปัน พูดได้จนครบทั้ง 30 วัน เซฟเก็บไว้ได้เลย !
คลิปแรก ๆ ที่ทำชาเลนจ์อาจยังพูดตะกุกตะกัก ไม่ลื่นไหล แต่เชื่อว่า 30 วันผ่านไปเราจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจน และสิ่งที่จะติดตัวเราตลอดไปคือ ‘ความมั่นใจ’ ที่เต็มเปี่ยม เราอาจเคยพูดไม่เก่ง พูดไม่รู้เรื่อง และไม่มีความมั่นใจ แต่การฝึกฝนซ้ำ ๆ แม้เพียง 30 วันด้วยชาเลนจ์นี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการพูดของเราในครั้งต่อ ๆ ไปได้
ความมั่นใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับการพูดเท่านั้น แต่ยังนับเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเองอีกด้วย
อ้างอิง
- Toastmasters. Our History. https://bit.ly/3LtMy7W
- Karen Bartuch. Fearing Public Speaking More than Death. https://bit.ly/4nFewuM
- Karen Kangas Dwyer & Marlina M. DavidsonIs. Public Speaking Really More Feared Than Death?. https://bit.ly/47qNm6b
- Marjorie North. 10 Tips for Improving Your Public Speaking Skills. https://bit.ly/3WDXq5J
