ไม่มีลูกก็แฮปปี้ได้ ไร้กังวล คุยกับคู่รักวัยเกษียณที่เปลี่ยนบ้านเป็นคาเฟ่เติมสุขในทุกวัน

24 Feb 2026 - 5 mins read

Lifestyle / Trends

Share

แก่ตัวไปใครจะเลี้ยง ?

 

คำถามนี้อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปสำหรับคู่รักในยุคปัจจุบัน เพราะทุกคู่สามารถออกแบบชีวิตของตัวเองและคนรักให้มีความสุขด้วยกันในบั้นปลายได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลูกหลานเสมอไป

 

หากลองถามคำถามข้างต้นกับ คุณดามพ์ ภูมิจิตร และ คุณพิม - ศิริเพ็ญ ปรุงวนิชศิริ คู่รักวัยเกษียณที่เปลี่ยนบ้านเป็นโฮมคาเฟ่สำหรับอบขนมปังเบเกิลกับเพรทเซลขาย 4 วันต่อสัปดาห์ คำตอบที่ได้อาจจะเป็นประโยคที่ว่า “แก่ตัวไปก็ให้ขนมปังเลี้ยงดูเราสิ” ก็เป็นได้

 

ชีวิตหลังเกษียณออกแบบได้

 

ก่อนหน้าที่คุณดามพ์และคุณพิมจะเปลี่ยนโฉมบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นโฮมคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่น ทั้งคู่เคยทำงานในวงการโทรทัศน์มาก่อน โดยเมื่อถึงเวลาที่คุณดามพ์เกษียณอายุงาน คุณพิมจึงตัดสินใจ Early Retire เพื่อมาใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนกัน

 

ชีวิตหลังเกษียณของพวกเขาเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ด้วยการออกเดินทางท่องโลกไปตามจุดหมายปลายทางในฝัน เพราะด้วยภาระหน้าที่การงานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ทั้งคู่หาโอกาสท่องเที่ยวได้ยากเต็มที

 

แต่หลังจากเที่ยวจนเบื่อ คนที่เคยทำงานมาทั้งชีวิตก็เริ่มคิดที่จะหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองว่างเกินไป ‘การทำขนม’ ซึ่งเป็นงานอดิเรกของคุณพิมมาแต่ไหนแต่ไหนจึงเป็นคำตอบของอาชีพใหม่ในวัยเกษียณ

 

“แผนเกษียณที่เราสองคนเคยคุยกันไว้คือ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ อย่าเจ็บป่วยให้มากนัก อย่าใช้เงินที่มีอยู่ให้ร่อยหรอไปกับเรื่องของสุขภาพ แต่ไม่ได้คุยกันแต่แรกว่าเกษียณแล้วจะทำขนมปังขาย เพราะหลังออกจากงานก็เดินทางท่องเที่ยวกันอยู่สองปี พอเริ่มเบื่อ การจะนั่งเฉย ๆ หายใจทิ้งอยู่กับบ้านคงจะไม่ดีแน่ เลยนึกถึงการอบขนมปังขาย เนื่องจากการทำขนมเป็นสิ่งเดียวที่ตัวเองถนัด เพราะการที่คนเราจะทำอะไรเป็นอาชีพได้ต้องมีความถนัดในการทำสิ่งนั้นเป็นพื้นฐาน เลยเริ่มหัดทำขนมปัง” 

 

“สมัยที่ยังทำงานประจำเป็นคนชอบทำขนมเค้กกินเองกันอยู่แล้ว เช่น บราวนี่ เค้กส้ม แต่ไม่เคยทำขนมปัง เพราะการอบขนมปังต้องใช้เวลา เลยคิดว่าอาจจะยากเกินไปสำหรับเราที่ยังต้องทำงานอยู่ เพิ่งมาเริ่มหัดทำขนมปังหลังเกษียณ ถึงได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วการทำขนมปังไม่ยาก เพียงแต่เราต้องมีเวลาให้เขา เพราะต้องรอยีสต์โต พอลองทำให้เพื่อนชิม เพื่อน ๆ ก็บอกว่าอร่อย เลยคุยกับพี่ดามพ์ว่าถ้ามีโอกาสอยากเปิดร้านขนมปังเล็ก ๆ แถวบ้าน เพราะยังไม่ค่อยมีร้านขนมปังในโซนนี้” คุณพิมเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโฮมคาเฟ่เล็ก ๆ ในย่านประชาชื่น

 

“การจะเปิดร้านอะไรก็ตามในวัยนี้ อันดับแรกที่ต้องนึกถึง คือ สุขภาพตัวเอง เราทำไหวไหม ทำแล้วมีความสุขไหม ถ้าทำแล้วเจ็บป่วยจนไม่มีความสุขก็ไม่ควรทำ อย่างที่สองคือเรื่องค่าใช้จ่าย การลงทุนทำร้านจะทำให้เราเหนื่อยมากจนเป็นหนี้ไหม ถ้าต้องจ่ายค่าเช่าแล้วยังต้องลุ้นเรื่องรายได้ต่อเดือนว่าจะมีเข้ามามากน้อยแค่ไหน เราจะเหนื่อยเกินไปก็ไม่ควรทำ เผอิญว่าที่นี่เป็นบ้านเราของเอง เลยไม่มี Fixed Cost ให้ต้องกังวล” คู่ชีวิตอย่างคุณดามพ์เล่าเสริมถึงหัวใจหลักในการเริ่มงานใหม่ในวัยเกษียณ 

 

ประกอบร่างสร้างสเปซในฝัน

 

จากบ้านหลังกะทัดรัดที่มีโครงสร้างเหมือนบ้านทั่ว ๆ ไป กลายมาเป็นบ้านที่กรุด้วยกระจกใสเปิดรับแสงสว่าง ช่วยให้บรรยากาศโปร่งโล่งสบาย สามารถทอดสายตาผ่านสวนสไตล์อังกฤษภายในบ้านออกไปยังสวนป่าประชานิเวศน์ด้านนอก เพิ่มมิติของพื้นที่สีเขียวให้พื้นที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา

 

ไอเดียทั้งหมดในการปรับโฉมบ้านให้เป็นโฮมคาเฟ่เกิดจากความรักความชอบในการแต่งบ้านของทั้งคู่ ที่ราวกับผ่านการหมักบ่มจนสุกงอมได้ที่ รอเวลาให้ทุกความฝันที่เคยวาดไว้ในหัวถูกสร้างให้เป็นจริงที่ Dough A Lot แห่งนี้

 

“พื้นที่ตรงนี้เป็นบ้านเก่าที่คุณแม่พี่ดามพ์เคยพักอาศัยสมัยที่ท่านเริ่มอายุมากแล้ว หลังจากท่านเสีย บ้านเลยว่าง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรีโนเวทบ้าน ซึ่งเราสองคนออกแบบบ้านกันเองตามข้อจำกัดของพื้นที่ เดิมเป็นกำแพงทึบติดบานเกล็ดเหมือนบ้านทั่ว ๆ ไป โจทย์คือ เราจะทำยังไงให้พื้นที่ไม่คับแคบ เลยระเบิดสเปซออก แล้วติดกระจกใสทั้งหมด เพื่อให้เห็นพื้นที่สวนส่วนกลางซึ่งอยู่หน้าบ้านพอดี เกิดเป็นบรรยากาศของสีเขียวซ้อนกันทั้งจากสวนในบ้านของเราเองและสวนข้างนอก” คุณพิมเล่าถึงกระบวนการออกแบบสเปซในฝัน

 

“ตอนที่ช่างรื้อฝ้าออกก็เจอโครงไม้ซึ่งเป็นคานเก่าของบ้าน ที่แม้จะผ่านมา 30 ปีแล้วยังอยู่ในสภาพดีมาก เราเลยเลือกโชว์คานไม้สวย ๆ บนเพดาน โดยไม่ได้ตกแต่งอะไรเยอะมาก เพราะพื้นที่ไม่ได้ใหญ่ เก้าอี้บางตัวก็เป็นเก้าอี้ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว ภาพเขียนในร้านก็ฝีมือคุณพิมวาดเองทั้งนั้น” คุณดามพ์ช่วยเสริมถึงการโชว์เสน่ห์ของวัตถุดิบดั้งเดิมให้ได้อวดโฉมสู่สายตาผู้คน

 

“ลูกค้าชอบบอกว่าร้านนี้ถ่ายรูปสวย เพราะพี่ดามพ์เคยทำงานฝ่ายโปรดักชันในวงการโทรทัศน์มาก่อน เลยมีประสบการณ์ในการจัดแสงทำให้แต่ละมุมของร้านถ่ายรูปออกมาแล้วสวย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นจุดเสริมของร้านที่ทำให้คนตามกันรีวิวที่นี่กันเยอะ” คุณพิมคาดเดาถึงการที่บ้านอบขนมปังของเธอกลายเป็นขวัญใจนักทำคอนเทนต์ทุกรุ่นที่ตามมารีวิวโฮมคาเฟ่แห่งนี้ทุกสัปดาห์

 

เปิดเตาอบเบเกิลกับเพรทเซล

 

“จริง ๆ ก่อนหน้านี้ลองทำ Sourdough ก่อน แต่ด้วยความที่ Sourdough ต้องใช้เวลาในการทำหลายวัน เพราะใช้ยีสต์ธรรมชาติในการทำ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนในการทำเพื่อไม่ให้แต่ละกระบวนการผิดเพี้ยน และหากจะทำขายก็ควรมีเตาอบที่ใหญ่พอที่จะสามารถรองรับปริมาณการขายได้ ซึ่งเนื้อที่ของบ้านเราไม่เพียงพอต่อการวางเตาขนาดใหญ่ และด้วยความที่เราสองคนช่วยกันทำทุกอย่างในร้านเอง ทั้งรับออเดอร์ ทำขนมปังตามเมนูที่ลูกค้าสั่ง ต้องคิดเงิน เก็บโต๊ะ ล้างจาน ฯลฯ การทำ Sourdough ที่ต้องอดหลับอดนอนนั่งปั้นขนมปังอยู่สามวันเพื่อขายจึงไม่ตอบโจทย์หลักของเรา นั่นคือ ถ้าทำแล้วเสียสุขภาพ เราไม่ทำ”

 

“ขนมปังที่ตอบโจทย์เราสองคน เพราะสามารถทำได้โดยไม่เบียดเบียนเวลามากนัก ก็คือ เบเกิลกับเพรทเซล ที่ไม่ต้องใช้เวลาทำนานถึงสามวัน โดยความแตกต่างของขนมปังทั้งสองแบบ คือ เพรทเซลมีเนื้อที่นุ่มกว่า ไม่หนึบเท่าเบเกิล และเพรทเซลยังมีความหอมของตัวเปลือกขนมปัง กับความเค็มของเกลือที่ตัดด้านบน หลายคนเคยทานเพรทเซลที่อื่นแล้วมีความทรงจำที่ไม่ดีต่อเพรทเซลว่าไม่อร่อย เวลามาที่นี่ เราเลยแนะนำให้เขาลองกินเพรทเซลของเรา จนหลายคนกลายเป็นแฟนเพรทเซลของร้านนี้ไปแล้ว บางคนตั้งใจมาเพื่อซื้อเพรทเซลกลับบ้าน” 

 

“ส่วนเบเกิลนั้นไม่ใช่ขนมปังที่กินเปล่า ๆ แล้วจะอร่อย ดังนั้น เราเลยทำซอสต่าง ๆ เอง และคิดเมนูให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มความอร่อย” คุณพิมเล่าถึงพระเอกและนางเอกของร้านอย่างเบเกิลและเพรทเซลที่สามารถเลือกอร่อยเปล่า ๆ ก็ได้ หรือจะเพิ่มรสชาติด้วยหลากหลายเมนูคาว เช่น เบเกิลเพสโตคาเปรเซ่, เบเกิลสลัดไข่อะโวคาโด, เบเกิลปูอัดซอสไข่กุ้ง, เบเกิลทูน่า และเบเกิลแฮมชีสกับผักร็อกเก็ต รวมถึงเมนูหวานที่กินแล้วอิ่มอย่างเพรทเซลเนยถั่วแดงและเบเกิลนูเทลลา - กล้วย - เนยถั่ว

 

ส่วนคุณดามพ์ประจำการอยู่ที่เครื่องทำกาแฟ รับหน้าที่บาริสตาชงเครื่องดื่มหลากหลายเมนูตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งการเริ่มหัดทำเครื่องดื่มในวัยเกษียณถือเป็นการเรียนรู้ใหม่ของคนที่ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อนในชีวิต รวมถึงการเป็นมือใหม่หัดตีมัทฉะ และการได้บริหารสมองด้วยการจัดลำดับการชงเครื่องดื่มตามออเดอร์ในวันที่ลูกค้าล้นมือ

 

“สมัยทำงานประจำ เราต้องมีการประชุมเพื่อวางแผนการทำงานด้วยกันในทีม แต่ทุกวันนี้ผมไม่ต้องประชุมแล้ว แค่ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มพร้อมกัน 7 แก้ว ผมก็ต้องเริ่มวางแผนในหัวแล้วว่า ควรทำอะไรก่อนดี อเมริกาโนเย็นเป็นเมนูที่ควรจะออกเร็วที่สุด จึงควรทำอเมริกาโนก่อน ระหว่างที่เครื่องกำลังสกัดกาแฟก็ทำช็อกโกแลต หรือตีฟองนมเตรียมไว้สำหรับเมนูอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นการวางแผนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ผมได้ใช้สมองในการลำดับความสำคัญว่าอะไรควรจะมาก่อนมาหลัง” บาริสตาวัยเก๋าเล่าด้วยรอยยิ้มถึงทักษะการบริหารสมองที่เขาได้ลับคมในแต่ละวัน

 

‘คาเฟ่’ ที่นิยามโดยคนรุ่นลูก
และกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของคนทุกวัย

 

“ความตั้งใจแรกคือ แค่อยากขายขนมปังกับกาแฟ ไม่ได้วางตัวเป็นคาเฟ่ ยังคุยกันเองเลยว่าเราควรเรียกตัวเองว่าเบเกอรีชอปหรืออะไรดี” คุณพิมเล่าถึงที่มาของนิยามคำว่า ‘คาเฟ่’ ของร้าน

 

“คำว่า คาเฟ่ มาจากเด็กรุ่นลูกที่มาที่นี่และเรียกพื้นที่นี้ว่าคาเฟ่ เราเลยได้นิยามนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

 

“ข้อดีของการทำร้านนี้คือ การได้เจอกับ New Gen ได้พูดคุยทักทายเขา ได้รู้ว่าเขาคิดอะไร มองโลกแบบไหน ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราน่ารัก ๆ กันทั้งนั้น หลายคนยกมือไหว้ขอบคุณเวลาเราไปเสิร์ฟอาหาร หรือเวลาเดินผ่านเราก็ค้อมหลังอย่างอ่อนน้อม บางทีเวลาที่ร้านคนเยอะ ๆ หลายคนก็อาสาจะช่วยเสิร์ฟอาหาร ยิ่งทำให้เรารู้สึกดีกับการตัดสินใจเปิดประตูบ้านต้อนรับผู้คนใหม่ ๆ แทนที่จะอยู่กันแค่สองคน” คุณดามพ์เล่าด้วยรอยยิ้มถึงความประทับใจที่มีตลอด 4 วันต่อสัปดาห์


“การทำร้านเพื่อให้เราได้เจอคนใหม่ ๆ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลหลักที่ทำให้เปิดร้านนี้ เพราะถ้าเราอยู่บ้านกันแค่สองคน ในวัยที่ไม่ได้ทำงานแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะคุยกันได้ทุกวัน กลัวว่าจะเป็นอัลไซเมอร์เสียก่อน เลยทำร้านเพื่อเปิดประตูบ้านให้คนเข้ามาคุยกับเรา” คุณพิมเสริมถึงความสำคัญของโฮมคาเฟ่แห่งนี้ และเล่าต่อถึงเรื่องราวของแขกหลายวัยที่แวะเวียนมาเยือน Dough A Lot

 

“ไม่เฉพาะแค่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้นที่มาคุยกับเรา เมื่อสองอาทิตย์ก่อน มีคุณครูคนนึงที่ใกล้ถึงวัยเกษียณ ขับรถจากเพชรบุรีมาสั่งขนมปังทาน แล้วนั่งดูเราทำโน่นทำนี่ทั้งวัน เราสองคนก็สาละวนเสิร์ฟอาหาร เก็บจาน ล้างจาน ทำขนม ฯลฯ จนเขาถามว่า สนุกไหมคะ แต่ดูเหมือนจะเหนื่อยเหมือนกันนะคะ” คุณพิมเล่าพลางหัวเราะสดใส “เหมือนเขาอยากจะถามเพื่อต้องการคำยืนยันจากเราให้แน่ใจว่า การเปิดคาเฟ่เป็นความเหนื่อยที่มีความสุขใช่ไหม”

 

“ที่นี่มีลูกค้าชาวต่างชาติมาอุดหนุนเหมือนกัน เคยมีน้องชาวฮ่องกงคนนึง ซึ่งทำงานอยู่ที่เมืองไทย ชอบมาร้านเราบ่อย ๆ เพราะเขาชอบบรรยากาศที่นี่มาก เขาบอกว่านี่คือความฝันของเขา เลยมาทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อตั้งใจเก็บเงิน จะได้เอาไปลงมือทำความฝันให้เป็นจริง ผมบอกเขาว่า ใจเย็น ๆ เมื่อถึงวันที่คุณเก็บสตางค์ได้ โลกอาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบ อย่างตอนนี้ที่จีนใช้โดรนส่งอาหารกันแล้ว ไม่มีใครมานั่งกินที่ร้านกันหรอก ซึ่งการที่เราได้พูดคุยกับผู้คนหลากหลายแบบนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของกันและกันให้กว้างขึ้น”

 

Dough A Lot เปิดเตาอบขนมปังเสิร์ฟเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ คือ วันอังคารถึงวันศุกร์ (ตั้งแต่เวลา 9.30–15.00 น.) โดยเลือกที่จะไม่เปิดร้านในวันที่สามารถทำรายได้ได้มากกว่าอย่างวันเสาร์และวันอาทิตย์ เพราะทั้งคู่ยึดมั่นในจุดยืนที่แน่วแน่มาตั้งแต่แรก นั่นคือ การให้ความสำคัญกับความสุขและสุขภาพเหนือสิ่งใด

 

“สำหรับใครที่อยากเปิดร้านในคอนเซ็ปต์แบบนี้ สิ่งที่ควรคำนึงเป็นอันดับแรก คือ ต้องไม่ทำเพื่อเงิน และควรจัดการเรื่องหนี้สินให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เช่น หมดภาระเรื่องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อย่างเราสองคนไม่มีลูกด้วย เลยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินมากเท่าไร เราทั้งคู่เป็นคนมัธยัสถ์ในระดับหนึ่ง ไม่ฟุ้งเฟ้อ เลยอยู่ได้โดยไม่ต้องนึกถึงเรื่องการหาเงินเป็นประเด็นแรก หากอยากทำโฮมคาเฟ่เพื่อโกยเงิน โมเดลนี้อาจไม่ใช่ชีวิตแบบที่คุณต้องการ” คุณพิมทิ้งท้ายด้วยการแชร์ประสบการณ์สร้างสรรค์โฮมคาเฟ่ในวัยเกษียณแก่คนที่กำลังวางแผนอนาคตในรูปแบบคล้าย ๆ กัน

 

ตามไปชิมเบเกิลกับเพรทเซลอร่อย ๆ และสัมผัสบรรยากาศอบอุ่นของโฮมคาเฟ่แห่งนี้ได้ที่ Dough A Lot

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...