Human Design ฟังเสียงหัวใจและออกแบบชีวิตใหม่ให้มีพลังด้วยศาสตร์แห่งการรู้จักตัวเอง

17 Dec 2025 - 7 mins read

Lifestyle / Trends

Share

เราต่างพยายามทำความเข้าใจโลกทุกวัน จนสุดท้ายพบว่าสิ่งที่เข้าใจยากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่คือ ‘ตัวของเราเอง’  

 

บางครั้งมนุษย์ก็หลงทางเพราะไม่รู้จักใจของตัวเองดีพอ บางครั้งเราก็เหน็ดเหนื่อยที่ต้องทำตามเสียงของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องยาก คงจะดีหากมี ‘พิมพ์เขียว’ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนไกด์บุ๊กบอกว่าเราควรจะเดินไปทางไหน และใช้ชีวิตอย่างไรให้เป็นเราได้อย่างสบายใจที่สุด  

 

Human Design คือศาสตร์ที่จะพาเราไปสำรวจตัวตน ว่าเราเป็นใคร มีพลังงานแบบไหน และควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเป็น โดยเชื่อว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีพิมพ์เขียวของตัวเอง 

 

ศาสตร์นี้เกิดขึ้นจากการค้นพบของ รา อูรู ฮู (Ra Uru Hu) หรือ โรเบิร์ต อัลลัน คราโคเวอร์ (Robert Allan Krakower) นักโฆษณาและเจ้าของสำนักพิมพ์นิตยสารชาวแคนาดา เขาได้ผสมผสานศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ปรัชญา, อี้จิง, ระบบจักระ รวมถึงหลักควอนตัมฟิสิกส์และสถิติศาสตร์ เพื่อสร้าง พิมพ์เขียวทางพลังงาน ที่บอกว่าเราแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรในโลกใบนี้   

 

ปัจจุบันเราคงรู้จัก MBTI และ นพลักษณ์ (Enneagram) ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการรู้จักตัวเอง Human Design ก็เป็นหนึ่งในศาสตร์ประเภทเดียวกัน ที่เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย

 

LIVE TO LIFE ชวนไปคุยกับ ลีนา - ลีนา เอื้อไพบูลย์  ผู้เชี่ยวชาญด้าน Human Design คนไทย หนึ่งในคนที่ค้นพบเส้นทางใหม่ของชีวิตได้ด้วยศาสตร์นี้  

 

“Human Design คือศาสตร์แห่งพลังงาน ซึ่งบอกว่าเราจะใช้พลังงานของเราอย่างไรให้เป็นไปตามแบบที่เราถูกดีไซน์มา ในชีวิตนี้เราทุกคนมีพิมพ์เขียวของตัวเอง เราทุกคนถูกดีไซน์มาเพื่อทำบางสิ่ง มันคือเครื่องมือที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตตามจังหวะของเรา”  

 

“ชีวิตของเราเกิดจากการตัดสินใจของเรา แต่ปัญหาใหญ่ของหลายคนคือไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไร Human Design จะบอกว่าวิธีการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราคืออะไร พอรู้แล้ว เราจะใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราเลือกมันสอดคล้องกับจิตวิญญาณของเราจริง ๆ เป็นเหมือน Google Map ที่คอยบอกให้เลี้ยวไปทางซ้ายหรือทางขวา ก่อนหน้านี้เราอาจถูกสอนให้ฟังเสียงของโลกภายนอกมากเกินไป เราเลยไปผิดทาง” 

 

“ที่โรงเรียน เราต้องฟังครู ที่บ้าน เราต้องฟังพ่อแม่ เราถูกสอนมาให้ฟังเสียงภายนอกเสมอ เราเลยไม่ชินกับการฟังเสียงของตัวเอง และเราก็ไม่รู้ด้วยว่าเราต้องฟังเสียงตัวเองอย่างไร Human Design คือภาษาที่จะบอกว่าสิ่งที่เราเป็น มันโอเค บางครั้งเราก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ทำตามความคาดหวังของคนอื่น” ลีน่าบอกกับเรา 

 

พิมพ์เขียว หรือ ชาร์ตพลังงาน ของแต่ละคนจะได้จากการนำ วัน เดือน ปีเกิด และสถานที่เกิดไปคำนวณในโปรแกรมเฉพาะ จากนั้นก็จะได้รีพอร์ตมากมายเกี่ยวกับตัวเราออกมา หนึ่งในสิ่งแรกที่คนให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ชาร์ตพลังงาน (Energy Types) ที่บ่งบอกว่าพลังงานของเราเป็นอย่างไร โดยแบ่งเป็น 5 แบบด้วยกัน ได้แก่  

 

1. Manifestor - ผู้ริเริ่ม : สร้างสรรค์ มีพลังในการเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ แต่จะไม่ถนัดทำจนสำเร็จลุล่วง เพราะพลังงานมักจะพุ่งแรงเป็นช่วงแล้วจะค่อย ๆ ตกลงไป เวลาพลังงานพุ่งจะเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจให้ลุกมาทำในสิ่งที่อยากทำ 

 

2. Generator ผู้สร้าง : คนกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุดในโลก เก่งเรื่องการลงมือทำ มีพลังงานล้นเหลือและสม่ำเสมอ เป็นกำลังสำคัญที่สร้างสิ่งต่าง ๆ ในโลก พร้อมลุยเต็มที่ ยิ่งมีพลังหากได้ทำในสิ่งที่ชอบ   

 

3. Reflector ผู้หยั่งรู้ : เป็นกลุ่มที่พบได้น้อยที่สุด มีพลังงานแบบคาดเดาได้ยาก แต่จะมีความสามารถในการสะท้อนพลังงานของคนอื่น ๆ เหมือนกระจก มีธรรมชาติลื่นไหล เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ระดับพลังงานในแต่ละวันก็จะไม่คงที่ มักค้นพบสิ่งที่คนอื่นหาไม่เจอหรือมองข้ามไป  

 

4. Projector ที่ปรึกษา : เข้าใจความต้องการและความปรารถนาของคนอื่นได้โดยธรรมชาติ สามารถให้คำแนะนำและคำปรึกษาได้เป็นอย่างดี  

 

5. Manifesting Generator ผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน : มีพลังของทั้งความเป็นผู้ริเริ่ม (Manifestor) และผู้ลงมือทำ (Generator) รวมกัน เป็นคนที่มีไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ เรียนรู้ไว ทำไว และสามารถทำหลายอย่างไปพร้อมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ชอบทดลอง ปรับเปลี่ยน และมองหาวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพื่อไปถึงเป้าหมายของตัวเอง 

 

“คนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นไทป์ Generator โลกของเราจึงถูกหล่อหลอมว่าต้องทำ ทำ ทำ เราเลยติดอยู่กับการทำงานเพื่อผลลัพธ์ เมื่อก่อนเราใช้ชีวิตแบบ Generator นี่แหละ แล้วก็วนลูปกับการเบิร์นเอาท์ ทำงานทุกวัน กลับบ้านคือสลบเลย เพราะเราใช้พลังงานจนหมด เราไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็น Projector ช่วยไกด์คนอื่น ไม่ได้เกิดมาเพื่อการทำอย่างเดียว กว่าจะปรับตัวได้ใช้เวลา 6 ปี มันยากที่เราจะเปลี่ยนตัวเอง แต่พอปรับได้แล้วเข้าสู่ความสอดคล้อง เรารู้สึกว่าชีวิตมันง่ายขึ้นมาก ทุกอย่างที่เราอยากทำให้เกิดขึ้น มันจะเข้ามาเองโดยที่เราไม่ต้องพยายาม” ลีน่าเล่าให้เราฟัง 

 

หากอยากจะเปิดประตูมาทำความรู้จัก Human Design เริ่มได้ตั้งแต่ให้ รีดเดอร์ (Reader) หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน Human Design มาช่วยคำนวณและอ่านชาร์ตว่าเรามีพลังงานแบบไหน จากนั้นก็เรียนรู้กลยุทธ์ว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อนอะไร ควรใช้ชีวิตอย่างไร แต่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการนำข้อมูลเหล่านั้นไปทดลองใช้ เพื่อ ‘เปลี่ยนตัวเอง’ สลัดพลังงานเก่า ๆ ทิ้งไป และกล้าที่จะใช้ชีวิตในเส้นทางใหม่ 

 

“การเรียนทฤษฎีจะทำให้เราตระหนักรู้ แต่ถ้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตต้องนำมาใช้จริง เราต้องปรับพลังงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเรียนมา พอเราปรับไปสักพัก จะเริ่มเห็นความสอดคล้อง แต่ละคนก็จะใช้เวลาต่างกัน เราต้องมีความมุ่งมั่นที่อยากจะเปลี่ยนตัวเอง แต่การปรับมันยากนะ เพราะเรามีนิสัยเดิมที่เป็นแพตเทิร์นของเราอยู่” 

 

“เรามีพฤติกรรมที่ถูกปลูกฝังในการใช้ชีวิตมานาน และมันเกี่ยวกับความเชื่อ ลีน่าเป็น Projector ที่เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ แต่มันขัดกับทุกอย่างที่เราถูกสอนมา เราถูกสอนให้ต้องขยัน ห้ามขี้เกียจ ต้องโปรดักทีฟและทำงาน พอสิ่งนี้มันปลูกฝังมาลึกมาก แม้ว่าเรารู้ด้วยสมองว่าควรเปลี่ยน แต่จิตใต้สำนึกของเรายังเชื่ออยู่ว่าเรายังต้องขยัน การรีโปรแกรมจิตใต้สำนึกต้องใช้เวลา เราเลยรู้สึกผิดเวลาที่เราสบายเกินไป จนเกิดคำถามในหัวว่า สบายเกินไปหรือเปล่า ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมานาน ทำให้เราไม่สามารถที่จะก้าวเข้าสู่การเติบโตในเส้นทางที่เราอยากไป” 

 

สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดที่สุดเกี่ยวกับ Human Design คือคิดว่าคล้ายกับ ‘การดูดวง’ แต่ลีน่าเผยว่าแนวคิดของทั้งสองศาสตร์นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง  

 

“แม้จะใช้วัน เวลา สถานที่เกิดและดวงดาวเหมือนกัน แต่มันต่างกันตรงที่การดูดวงคือการที่ให้คนบอกว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เป็นการมอบอำนาจในการตัดสินใจให้คนอื่น แต่ Human Design คือการนำอำนาจนั้นกลับมาสู่เรา ช่วยให้เรายอมรับตัวเอง เข้าใจตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง” 

 

“หนึ่งในสาเหตุของความเครียดในทุกวันนี้คือ ชีวิตเราไม่มีความสอดคล้องในสิ่งที่เราเป็น เราไม่สามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ เหมือนเวลาที่เรารู้สึกอยากเต้น แต่มันมีกฎว่าห้ามเต้น แล้วต้องยืนอยู่นิ่ง ๆ มันเลยรู้สึกยิ่งอยากเต้น การที่เรากดพลังงานที่อยากจะเคลื่อนไหวเอาไว้ ทำให้คนเรารู้สึกเฉื่อย ๆ รู้สึกหนัก เบิร์นเอาท์ ลีน่าเชื่อว่ายิ่งเราเป็นตัวเองได้มากแค่ไหน เราจะยิ่งรู้สึกสบาย รู้สึกว่าชีวิตของเราได้รับการเติมเต็ม” 

 

ลีน่าเสริมอีกว่าการที่เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นและเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง เราจะเกิดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และจะช่วยให้ทุกความสัมพันธ์ในชีวิตราบรื่นขึ้นได้ 

 

“เคยมีคู่รักที่ตอนแรกไม่ค่อยเข้าใจกัน และเป็นคนต่างไทป์กัน ตอนแรกคนหนึ่งแค่มาอ่านชาร์ต แต่เขาอยากให้อีกฝ่ายเข้าใจชาร์ตของเขาด้วย เลยพาอีกฝ่ายมา สุดท้ายเขาเข้าใจกันและกันมากขึ้น เพราะเขาได้เชื่อมพาร์ตที่ยังไม่เชื่อมกัน รู้ว่าจุดไหนแตกต่างกัน และมีพื้นที่ที่เป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องกดดันกัน และไม่ต้องรู้สึกว่าฉันจะต้องเป็นแบบเขา โดยที่ฉันไม่ต้องการ” 

 

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Human Design คือมักจะเกิดคำถามว่า ถ้าใช้หลักสถิติศาสตร์หรือการตีความจากข้อมูล AI ก็อาจจะมีบทบาทเข้ามาช่วยคำนวณ ‘ความเป็นเรา’ ได้เช่นเดียวกัน และนั่นจะส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างไร ? การให้ AI ช่วยอ่านชาร์ตจะแม่นยำกว่ามนุษย์ไหม ? ลีน่าเองยังเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ยังเข้าใจมนุษย์ด้วยกันดีที่สุด 

 

“ความยากของการอ่านชาร์ตคือข้อมูลเยอะ แล้วเราต้องเอาข้อมูลมาผสมผสานกัน คนที่เป็น Reader แต่ละคนอาจได้ข้อมูลมาเหมือนกัน แต่วิธีการอ่านชาร์ตอาจไม่เหมือนกัน ในทฤษฎีอาจจะบอกว่าควรใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ในชีวิตจริงมันอาจไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งเราได้อ่านชาร์ตของคนมากขึ้นก็เหมือนการเก็บ ข้อมูล ลีน่าก็มีข้อมูลของตัวเอง เราเห็นสถิติของเรา ว่าถ้าเป็นคนไทป์นี้จะมีพฤติกรรมประมาณนี้ แล้วคนกลุ่มนี้เขามักจะเจอปัญหาแบบไหน” 

 

“ลีน่าคิดว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า AI ไม่ได้ถูกต้องตลอดเวลา อาจจะมีบางพาร์ตที่ให้ข้อมูลได้ แต่เรายังต้องตีความของเราเอง ถ้าเราได้เรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกัน เราจะได้ถามคำถาม ได้ประสบการณ์ส่วนตัวที่ AI ยังไม่มีข้อมูล ลีน่าว่ามัน Powerful เวลาที่เราได้นั่งกับใครสักคนแล้วสัมผัสถึงพลังงานของเขา รับรู้จากมุมมอง จากประสบการณ์ชีวิตของเขา จากปัญญาที่เขาสะสมมา”  

 

ลีน่าบอกกับ LIVE TO LIFE ว่า ศาสตร์นี้เหมาะกับเราทุกคน และทุกช่วงอายุ ไม่ว่าใครก็สามารถเริ่มทำความรู้จักตัวเองได้ โดยเธอได้เล่าถึงคนหลากหลายช่วงวัยที่เธอได้พบเจอ  

 

“คนที่มาหาเราเป็นจะอายุประมาณ 25-40 ปี เป็นช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้าง กลุ่มคนอายุ 20 ปีเพิ่งเรียนจบและอยากค้นพบตัวเอง ว่าอยากจะไปทางไหน ทำอะไร มันดีมากเลยที่เขาจะได้ค้นพบตัวเองก่อนที่เราจะใช้ชีวิตเป็นผู้ใหญ่ คนวัย 30 ปีมักจะเป็นเรื่องเบิร์นเอาท์ และอยากใช้ชีวิตกับคนอื่นให้ง่ายขึ้น ส่วนกลุ่มคน 40 ปี อาจเป็นเพราะใช้ชีวิตมาประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มรู้สึกว่าทำไมโฟกัสกับการทำเงินแต่ไม่รู้สึกว่าได้รับการเติมเต็ม อยากมาหาจุดมุ่งหมายจริง ๆ ของชีวิต”  

 

“โดยรวมทุกคนอยากมาค้นหาว่า ‘ฉันเป็นใครกันแน่’ และการที่เราได้ใช้เวลาทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราสามารถมอบให้ตัวเองได้ เราไม่มีวันลงทุนกับตัวเองแล้วรู้สึกผิดหวังในสิ่งที่เราได้มา หรือรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด ยิ่งรู้จักตัวเองเรายิ่งใช้ได้ชีวิตง่ายขึ้น” ลีน่าทิ้งท้าย  

 

ติดตาม ‘ลีน่า’ และเรียนรู้เรื่อง Human Design เพิ่มเติมได้ที่ 

Instagram : lenaboon 

www.lenaboon.com

 

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...