

ลงทุนกับตัวเองมีแต่กำไร รู้จัก Personal Stylist ผู้ช่วยปรับลุคเปลี่ยนเราให้ดูดีกว่าเดิม
Lifestyle / Trends
27 Sep 2025 - NaN mins read
Lifestyle / Trends
SHARE
27 Sep 2025 - NaN mins read
การลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน คือ การลงทุนกับตัวเอง
หนึ่งในวิธีที่คุ้มค่าที่สุด คือ การลงทุนปรับลุค เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม
ภาพลักษณ์ที่ดีเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่โอกาสและความสำเร็จมากมายในชีวิต นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ นางแบบ หรือคนดัง แต่เราทุกคนก็สามารถมี Personal Stylist หรือ สไตลิสต์ส่วนตัว เพื่อช่วยเนรมิตลุคใหม่ที่ดูดีและมั่นใจยิ่งขึ้นได้
Personal Stylist ไม่ใช่แค่คนที่มาช่วยดูแลเสื้อผ้า หน้า ผม แต่ยังพาเราไปรู้จักตัวเองให้มากขึ้น ค้นหาคำตอบว่าฉันเป็นใคร และอยากให้โลกรู้จัก ‘ตัวฉัน’ ผ่านเสื้อผ้าแบบไหน
LIVE TO LIFE ชวนมาเปิดโลกการแต่งตัวกับ เกด - ฐาดิณี รัชชระเสวี รองบรรณาธิการ Vogue ประเทศไทย และเจ้าของเพจ The Daily Stylista พลังของผู้หญิงอยู่ที่ตู้เสื้อผ้า เธอคือหนึ่งในสไตลิสต์แนวหน้าของวงการแฟชั่นไทย และทำงานในฐานะ Personal Stylist มานานกว่า 10 ปี
เกดจะชวนพวกเราไปตามหาตัวเราในเวอร์ชันที่ดีที่สุดที่จะทำให้ค้นพบว่า ‘ทำไมแค่เปลี่ยนลุค ถึงเปลี่ยนชีวิต’
Personal Stylist มีหน้าที่อะไร
“หลายคนมักจะคิดว่างานของ Personal Stylist คือการจับคนมาเปลี่ยนการแต่งตัว แต่จริง ๆ แล้วไม่มีใครเปลี่ยนสไตล์ของใครได้ เพราะคนถูกเปลี่ยนอาจจะไม่มั่นใจ หน้าที่ของเราคือต้องทำให้เขามั่นใจ”
“เราจะพาเขาไปลองแต่งตัวและปรับมุมมอง คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตที่มีต่อตัวเองด้วย การทำงานของเราจึงไม่ใช่แค่การหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้ แต่เราต้องคุยกัน ดูว่าอะไรคืออุปสรรคสำหรับเขา เช่น ก้นใหญ่ ขาเล็ก ผอมเกินไป จริง ๆ ไม่เกี่ยวเลยว่ารูปร่างของเขาเป็นอย่างไร ‘สิ่งสำคัญคือ’ เขามองตัวเองอย่างไร และต้องการนำเสนอสิ่งไหน”
“เคยได้ยินคำว่า Make over ไหม ถ้าเราเอาคนมา Make over เขาจะสวยขึ้นทันทีเลยนะ แต่พรุ่งนี้เขาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะลึก ๆ แล้วเขายังไม่เชื่อว่า ‘ฉันเป็นคนนี้ได้’ การเป็น Personal Stylist จึงไม่ใช่การ Make over ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการ Transform หรือ ทำให้เปลี่ยนแบบยั่งยืน”
“80 เปอร์เซ็นต์คือมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง และอีก 20 เปอร์เซ็นต์คือเสื้อผ้า บางคนไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่เลย แค่กลับบ้านไปเลือกชุดเดิม แต่มั่นใจขึ้น สุดท้ายแล้วทุกอย่างคือเรื่องของ ‘เราจะรักตัวเองได้อย่างไร’ มันคือเรื่อง Self Love”
ใครกันนะ ที่จะเข้ามาหา Personal Stylist
“ส่วนใหญ่เป็นคนที่ต้องการความมั่นใจ อยากปรับลุคให้ดูดีขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนเริ่มทำอาชีพนี้ คนกลุ่มแรกที่มาหาเราคือคุณแม่ บางคนลูกเรียนอินเตอร์ ตอนบ่ายไปออกกำลังกาย คนกลุ่มนี้เขาอยากแต่งตัวให้สวยขึ้น พอเวลาผ่านไปก็เริ่มมีผู้หญิงทั่วไป รวมไปถึงผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ ให้ความสนใจมากขึ้น”
“แต่ก่อนตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ใกล้เคียงกับตัวเอง คืออายุ 30-35 ปี คนเราตอนอายุ 30 ยังสวยมั่นใจอยู่ แต่พอถึงวัย 35 ผู้หญิงจะเริ่มทริกเกอร์ หรือเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราไปทางไหนดี เพราะรูปร่างเริ่มเปลี่ยน บางคนเริ่มมีครอบครัว มีลูก หลังคลอดก็ไม่รู้จะแต่งตัวอย่างไร”
การมาหา Personal Stylist จะได้ทำอะไรบ้าง
“ก่อนเจอกัน เราจะให้เขาถ่ายรูปเสื้อผ้าที่มี ขอดูไอจี ขอดูชุดที่ใส่จริง ครั้งแรกเราจะทำความรู้จักกันก่อน และจะให้ทำ นพลักษณ์ (Enneagram) พอรู้แล้วว่าเป็นลักษณ์อะไร ก็จะพาไปลองชุดในแต่ละลุคที่เราคิดมาให้ ถ่ายรูปออกมาดูว่าเป็นอย่างไร แล้วค่อยพาไปเลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ บางคนเขามีชุดแบบนั้นอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ ให้ไปเอาชุดที่มีมาแมตช์ให้ลงตัวแทน”
“เป้าหมายของการพาไปลองชุดคือทำให้เขาเห็นความแตกต่างด้วยตาของตัวเอง เขาจะมั่นใจมากขึ้นเวลากลับไปที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเอง แม้ไม่มีเราอยู่ พอลองชุดเสร็จก็จะทำ Style Book ให้ ในนั้นจะบอกว่าเขาเป็นลักษณ์อะไร ใส่เสื้อผ้าแบบไหน สิ่งที่ต้องนำเสนอคืออะไร สามคำที่เหมาะกับเขาคืออะไร คาแรกเตอร์เป็นอย่างไร แล้วก็ทำออกมาเป็น Look Book ว่าโอกาสไหนควรแต่งตัวอย่างไร มันเหมือนการออกแบบ Personal Branding และเขาจะใช้สิ่งนี้จัดแจงตู้เสื้อผ้าของเขาได้เองในอนาคต”
“หน้าที่ของเราคือการเข้าไปศึกษามนุษย์คนหนึ่ง แล้วดีไซน์เขาให้ออกมาเป็น Better Version เปลี่ยนแพคแพ็กเกจใหม่ รีแบรนด์ดิ้งใหม่ โดยที่ยังเป็นตัวเขา”
คำว่า ‘สไตล์’ คืออะไร
“คนอาจคิดว่าสไตล์เป็นเรื่องของเสื้อผ้า อาจคิดว่าการแต่งตัวเท่ากับแฟชัน แต่คนส่วนใหญ่ที่มาหาเราจะบอกว่าไม่เอาแฟชันนะ เพราะเขาคิดว่าครูจะจับใส่ชุดสามสี”
“จริง ๆ การแต่งตัวไม่เกี่ยวกับแฟชันทั้งหมด ถ้าอยากสนุกกับการแต่งตัว เราก็ใช้แฟชันได้ แต่สไตล์มันคือสิ่งที่สะท้อนนิสัย คาแรกเตอร์ และการใช้ชีวิตของเรา มันไม่ใช่การใส่หมวกสามสี หรือถุงเท้าคนละสี แต่มันคือการที่เราเลือกสิ่งนั้นเพราะมันเป็นตัวเรา”
“เกดจะให้ถามตัวเองก่อนเลยว่า เราเป็นใคร มาจากไหน เห็นตัวเองเป็นอย่างไร ต้องการนำเสนออะไร เช่น เราอยากสวยหรูดูแพง แล้วเสื้อผ้าแบบไหนที่นำเสนอสิ่งนั้น จริง ๆ มันมาจาก Attitude เกือบทั้งหมด ถ้าเราคิดว่าเราไม่แพง เสื้อผ้าก็ไม่ช่วย แต่ถ้าเราคิดว่าเราแพง ต่อให้ใส่แค่เสื้อยืดสีขาวกางเกงสีดำก็ดูแกรนด์ได้ บางทีใส่แบรนด์เนมทั้งตัว แต่เราไม่ชอบตัวเอง เราก็จะเดินเหี่ยว ๆ แจ็กเก็ตตัวละ 4 แสนก็ไม่มีความหมาย”
“สิ่งที่เรียกว่าสไตล์ไม่ได้มาจากของถูกหรือแพง บางทีอาจจะใส่ของถูกก็ได้ แต่ดูแพง เพราะความแพงมันมาจากการที่ฉันชอบตัวเองในแบบนี้ ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนแบบไหน และภูมิใจกับจุดเด่นของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ใน 5 วัน 7 วัน เราต้อง Build ตัวเองซ้ำ ๆ”
นิยามคำว่า ‘ดูดี’ ในมุมของสไตลิสต์ คืออะไร
“ต้องมีกาลเทศะ และนำเสนอจุดเด่นเดียวที่ดูดี สมมุติชอบท่อนบนของตัวเองมาก เราก็ปิดท่อนล่างเลย สมมุติบอกว่า จุดที่เด่นที่สุดของฉันคือหน้าอก ถ้าไปประชุมกับ CEO เราจะโชว์ไม่ได้ แต่ถ้าไปเที่ยวโอเคเลย จุดเด่นนั้นต้องมาพร้อมกาลเทศะ คุณไปเจอใคร ที่ไหน คุยกับใคร เมื่อไหร่ อาจฟังดูเชย แต่คนในโลกธุรกิจตัดสินกันด้วยเรื่องนี้ และถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยคงต้องให้ความสำคัญกับการตัดเย็บเสื้อผ้าเพราะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์”
“เราต้องตกลงกับตัวเองว่าเราต้องการนำเสนออะไร แล้วหยิบเสื้อผ้าชุดนั้นขึ้นมา สุดท้ายการแต่งตัวจะสะท้อนกลับมาที่ตัวเรา ว่าเราให้เกียรติตัวเองแค่ไหน ให้เกียรติคนอื่นแค่ไหน นี่คือคำว่าดูดี”
การเดินทางในโลกแฟชันจนมาเป็น Personal Stylist ของคุณเป็นอย่างไร
“เราชอบอ่านแม็กกาซีนมาตั้งแต่อายุ 14 ตอนที่เริ่มเป็นผู้หญิง เริ่มแรด (หัวเราะ) ตอนปิดเทอมเราเคยไปเที่ยวบ้านญาติที่อเมริกา ได้เสพป๊อบคัลเจอร์ แต่ก่อนมีแค่ MTV แม็กกาซีน และดู Vogue มาตั้งแต่เด็ก เราคิดว่าแฟชันเท่ากับดีไซน์เนอร์ แต่สมัยนั้น การเป็นดีไซน์เนอร์เป็นแค่งานอดิเรก เลยไปเรียนนิเทศฯ จุฬาฯ เรามีโอกาสได้เรียนวิชา Fashion Journalism ซึ่งเป็นการเขียนวิจารณ์แฟชัน เราก็อินมากพอเรียนจบเลยทำงานแม็กกาซีนมาตั้งแต่ตอนนั้น”
“ก่อนหน้านั้นเป็น Fashion Editor อยู่ที่ Marie Claire ช่วงมีลูกไม่อยากทำงานประจำแล้ว ก็เลยไปหาคอร์สเรียน และเจอคอร์ส Personal Stylist แบบสั้น ๆ ที่ฝรั่งเศส พอกลับมาเราก็เปิดคลาสเองเลย ทำมาตั้งแต่ปี 2016 ตอนนี้ก็ 10 ปีแล้วค่ะ”
ตอนนั้นวงการ Personal Stylist ในไทยเป็นอย่างไร
“ตอนนั้นยืนเดี่ยวมาก ถ้าเป็น Personal Stylist ก็จะมีแค่ พี่หนุ่ม อภิวัฒน์ ยศประพันธ์ พี่หนุ่มเป็นคนสอนให้รู้จักคำนี้ พอกลับมาจากฝรั่งเศสเราก็ทำสิ่งนี้เป็นคนแรก ๆ ตอนนั้นยังไม่มีเรื่อง Personal Color ด้วยซ้ำ เราทำเรื่องสไตล์และรูปร่างเป็นหลัก”
“พูดตรง ๆ ตอนนั้นไปเรียนแบบน้ำเต็มแก้ว แค่จะเอาใบ Certificate เพราะฉันก็อยู่ในวงการแฟชันมาจะ 10 ปีแล้ว แต่พอไปเรียนจริง ถึงได้รู้ว่าปัญหาหลักของคนคือเรื่องรูปร่าง เราอยู่ในวงการแฟชัน เราไม่รู้หรอกว่าปัญหาคือเรื่องอะไร เพราะแฟชันมีแต่การสร้างสรรค์ พอได้คุยกับผู้หญิงหลายคน ปัญหาแรกที่ทำให้เขามาหาเราคือเรื่องรูปร่าง
สิ่งที่สกัดกั้นไม่ให้เราไปถึงจุดหมาย ส่วนใหญ่คือรูปร่างและมุมมองของคนอื่นที่มีต่อตัวเรา ที่เรียกว่า Limiting Believe หรือ ความเชื่อที่ว่าแค่นี้ก็พอแล้ว อย่างที่สองคือเรื่องสไตล์ ปัญหาคือจะเลือกเสื้อผ้าอย่างไรให้มีสไตล์”
สไตลิสต์เองเคยมีวันที่รู้สึกว่า ‘วันนี้ฉันแต่งตัวไม่สวย’ บ้างไหม
“มีพลาดตลอดค่ะ เพราะชอบตามแฟชันตั้งแต่เด็กจนโต ตอนเด็กชอบเลียนแบบเพื่อน ยัยนี่ใส่เสื้อลายฉันก็ใส่ด้วย นั่นคือการไม่รู้จักตัวเอง ถ้าย้อนกลับไปดูรูปตอนมหาวิทยาลัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คือถูกเพื่อนล้อได้เลย ตอนทำหนังสือแฟชัน เราเขียนเรื่องถึงเทรนด์ 10 เทรนด์ เราก็อยากใส่บ้าง วันนี้ฉันจะ 70s วันนี้ฉันจะ 50s ก็มีพลาดเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องสนุก”
“เชื่อว่าคนเราเคยแต่งตัวพลาดมาแล้ว แต่อย่าไปซีเรียส จะบอกลูกค้าเสมอว่าชุดที่เราไม่ชอบ เดี๋ยวตอนเย็นเราก็ถอดออกแล้ว ให้เราแฮปปี้กับการได้หยิบเสื้อผ้ามาใส่ดีกว่า บางทีมันก็ตลกดี แต่คนส่วนใหญ่จะคิดมากว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ปัญหาคือเรามองตัวเองยังไงมากกว่า เพราะจริง ๆ แล้ว ไม่มีใครสนใจเราขนาดนั้น คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราใส่ชุดพลาด การแต่งตัวคือศิลปะ คือการเปิดใจสำรวจโลกใบนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก นอกจากกาลเทศะ”
ถ้าใครสักคนอ่านอยู่ แล้วคิดอยากปรับลุค เปลี่ยนแปลงตัวเอง ควรเริ่มจากอะไร
“ส่องกระจก แล้วดูว่าเรารู้สึกอย่างไรกับคนในกระจก มีความคิดด้านลบไหม เราเห็นคนแบบไหน เห็นคาแรกเตอร์แบบไหน แล้วอยากเปลี่ยนแปลงอะไร”
“เรามักจะเห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง เพราะเราส่องกระจกมาทั้งชีวิต เราจะเห็นว่าตัวเองมีไฝตรงไหน มีสิวตรงไหน ต้องถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วมองว่า ถ้าฉันเป็นสไตลิสต์ ฉันปรับจุดไหนให้คนคนนี้ได้บ้าง แล้วจะทำอย่างไร สำคัญที่สุดคือ เราชอบส่วนไหนของคนในกระจกที่สุด แล้วนำเสนอส่วนนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราดูดีขึ้น พอดูดีขึ้นก็ยิ่งมีกำลังใจ ยิ่งอยากมองคนในกระจกคนนั้น”
อะไรคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้
“ทุกอย่างมาจากความรู้ ถ้าเราไม่มีความรู้ เราจะจินตนาการไม่ออกว่าเสื้อตัวไหนต้องแมตช์กับอะไร แต่รันเวย์เขาคิดมาให้แล้ว หน้าที่ของเราคือไปดู ในร้านเสื้อผ้าก็มีหุ่นโชว์ ให้เราเห็นว่าควรแมตช์เสื้อผ้าอย่างไร เกดก็เรียนรู้มาแบบนั้น บางทีเราก็ศึกษาจากคนทั่วไปได้ ลองหาเรฟคนที่เราชอบสไตล์การแต่งตัวของเขาดู อย่างถ้าชอบ พี่แอน ทองประสม ก็เซฟชุดมาแล้วไปลองเสื้อผ้าพวกนั้นดู เสื้อแบบที่พี่แอนใส่มันต้องมีทุกร้าน ก็ไปลองให้เห็นเลยว่าใส่แล้วเป็นอย่างไร”
ในมุมมองของคุณ การลงทุนกับตัวเอง ปรับลุค เปลี่ยนภาพลักษณ์สร้างโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตอย่างไร
“มันคือการพัฒนาตัวเอง และทุกครั้งที่เราพัฒนาตัวเอง หมายถึงเราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รับสิ่งที่เป็นกำไร อย่างผู้บริหารที่ต้องใช้ภาพลักษณ์ เขามาเสียเงินลงทุนเปลี่ยนสไตล์กับเรา พอเวลาไปออกสื่อ สื่อเห็นเขา เขาได้กลับมาหลายล้าน และนี่ไม่ใช่แค่การลงทุนกับเสื้อผ้า แต่มันคือความคิดที่นำไปพัฒนาต่อได้ อยู่ว่าที่เราอยากเรียนเพื่อไปทำอะไร”
ความท้าทายในอาชีพ Personal Stylist คืออะไร
“เราต้องค้นให้เจอว่าคนที่มาหาเรามีปัญหาอะไร บางครั้งเขาไม่ได้บอกทันทีนะว่าอยากได้อะไร เราจะไม่รู้เลยว่าต้องปรับลุคตรงไหน บางคนเขาบอกแค่ว่าแต่งตัวไม่สวย ไม่มีสไตล์ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาคือ ‘อะไรทำให้เขาคิดแบบนี้กับตัวเอง’ บางครั้งมันคือปมวัยเด็ก บางคนเคยโดนล้อ บางคนเคยผอมมาก ๆ แล้วน้ำหนักเด้งขึ้นมา แต่ละคนก็มีเรื่องที่ไม่มั่นใจ ความท้าทายของอาชีพนี้คือทำอย่างไรให้เขาเปิดใจพาเราไปเจอจุดนั้น”
“ลูกค้าบางคนเขามาหาเรา แล้วเขาร้องไห้ ไม่ใช่ว่าเราเช็ดน้ำตาแล้วพาไปซื้อเสื้อผ้ากันได้เลยนะ เราต้องปลอบก่อน อาชีพนี้มันคือศาสตร์และศิลป์ เรื่องเสื้อผ้าจะตามมาทีหลัง”
สกิลสำคัญที่ Personal Stylist จำเป็นต้องมี นอกจากเรื่องเสื้อผ้าคืออะไร
“เราต้องมี Empathy ใจเขา ใจเรากับลูกค้า เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าอยากได้ผลลัพธ์อะไร ลูกค้าอาจจะแค่อยากสวย เราก็ต้องพาเขาไปสวย แม้เรามองว่าเขาจะเก๋ได้ แต่เราไม่สามารถบอกให้เขาเป็นในสิ่งที่เราต้องการได้ เราจะไม่เอาสไตล์เราไปสวมให้ลูกค้า ต้องยอมรับว่าสไตล์เขาเป็นแบบไหน บาลานซ์ให้ได้ว่าความต้องการของลูกค้าและสิ่งที่เราแนะนำ จะมาเจอกันตรงกลางได้อย่างไร”
“ดังนั้นการเป็น Personal Stylist ต้องมีหลักการ เราจะไม่คิดจากอารมณ์ เราต้องรู้ว่าบทบาทในชีวิตเขาเป็นอย่างไร องค์กรที่เขาอยู่เป็นแบบไหน ตอนนี้เขากำลังดีลกับใคร เช่น บางคนเป็นผู้บริหาร ต้องทำงานกับลูกน้องทุกวัน เราจะจับเขาใส่สูทไม่ได้ ต้อง Tone down ลงเพื่อให้ลูกน้องไม่กลัวเขา”
ครูเกดเองมีการพัฒนาตัวเองอย่างไรในฐานะ Personal Stylist ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
“เรามีความรู้แค่เรื่องเสื้อผ้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้ด้วยว่าเขามาเพราะต้องการอะไร เลยไปเรียน Coaching เพิ่ม พอต้องดีไซน์ Personal Branding ก็จะต้องรู้เรื่อง Personality เลยไปเรียน Enneagram เพิ่มเติม ตอน Manifestation กำลังมา เราก็ไปเรียนเพื่อหาวิธีที่ถูกต้อง แล้วเอามาใช้กับตัวเองให้เกิดผล ก่อนจะเอาไปปรับใช้กับคลาสเรียนของเรา เราต้องเอาความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาให้ลูกค้า มีการ Take it to another level ตลอดเวลา ต้องวิ่งแข่งกับตัวเอง และสิ่งเหล่านั้นคือการลงทุนที่จะได้มากกว่าเงินที่เราได้รับ”
การสะสมความมั่งคั่งของอาชีพนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คืออะไร
“การได้เรียนรู้จากคนอื่น ทุกครั้งที่เราได้คุยกับลูกค้า เราจะได้แง่มุมชีวิตที่ทำให้เราไม่ตัดสินคนอื่น และเราสามารถนำบทเรียนนั้นมาใช้กับตัวเราได้ด้วย ทุกอย่างที่ลูกค้าเล่าให้เราฟัง เรานำไปปรับใช้กับคอร์สของเราได้หมดเลย มันคือการ Give and Take มันคือการส่งต่อพลังหญิงให้กัน”
อยากฝากอะไรกับคนที่ก้าวเข้ามาทำ Personal Stylist
“อยากให้ชัดเจนกับตัวเอง ว่าอยากทำสิ่งนี้เพราะอะไร อาชีพนี้ไม่ใช่แค่พาคนไปแต่งตัวแล้วจบ มันคือการทุ่มเทให้คนอื่น ซึ่งไม่ใช่แค่การทำส่ง ๆ ถ้าอยากทำเพื่อเงินบอกเลยว่าไปทำอาชีพอื่น เพราะการทำงานนี้ เราทำคนเดียว คงไม่ได้เงินเยอะมากไปกว่านี้หรอก แต่ถ้าอยากทำเพราะรู้สึกว่าได้เงินด้วย ได้ทำเพื่อคนอื่นด้วย และทำให้ตัวเองรู้สึกดีด้วยก็ควรทำ”
“เคยคุยกับคนทำคอร์สหลายคน เขาจะไปตกม้าตายกับการที่มีคนมาร้องไห้ใส่หรือเจอคนทิ้งตัวใส่ เพราะเขารู้สึกว่า แค่อยากช่วยแต่งตัว ไม่ได้อยากเช็ดน้ำตาให้ใคร แต่จะบอกเลยว่า อาชีพนี้คืออาชีพเช็ดน้ำตา คุณจะต้องเจอคนร้องไห้ ต้องจับมือเขา แล้วบอกเขาว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราช่วยกัน”
“ต่อมาอยากให้รู้ลึก ๆ เรียนให้ครบ ไม่ใช่แค่เรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพราะว่าแต่ละเรื่องมันแทนกันไม่ได้ สไตลิสต์แต่ละคนมีจุดแข็งของตัวเอง ให้หาให้เจอว่าถนัดอะไร และรู้ลึก รู้จริงเรื่องไหน และต้องรู้ว่าใครคือลูกค้าเรา”
จุดแข็งที่ทำให้คนเลือกมาปรับลุคกับคุณคืออะไร
“เกดว่าเกดมีตาผี (หัวเราะ) คือจะรู้ได้ทันทีว่าคนไหนต้องเปลี่ยนอะไร ส่วนเรื่องบริการ คิดว่าเรามี Empathy สามารถคอนเนกทางใจกับลูกค้าได้ พาเขาออกมาจากโซนที่รู้สึก Insecure กับตัวเองได้ เพราะเราเคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อนและรู้ว่าความรู้สึกนี้มันเผาผลาญตัวเราแค่ไหน การมานั่งคิดว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเรา มันโคตรพารานอยด์เลย เรารู้ว่าความพารานอยด์มันสกัดกั้นเราอย่างไรบ้าง และการจะก้าวข้ามสิ่งนั้นต้องทำอย่างไร คิดว่านั่นคือสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเรา เรากล้าพูดเลยว่าเราให้เวลาลูกค้าเยอะมาก เพราะเราชอบคุย”
ความสุขการเป็น Personal Stylist สำหรับคุณคืออะไร
“ชอบทำงานนี้ โดยเฉพาะกับผู้หญิงทั่วไป เวลาเราเห็นเขาเปลี่ยนแล้วมันชื่นใจ การที่มีคนมาบอกว่า ตั้งแต่เจอเรา ตอนนี้แต่งตัวสนุกขึ้นมาก เรามองว่านี่คือความสำเร็จมากไปกว่านั้นคือในคลาส Coaching วันแรกเขาร้องไห้มา แต่วันสุดท้ายเขาแฮปปี้ เขารู้สึกว่าได้เปลี่ยนชีวิต เราก็รู้สึกฟิน”
“เกดว่าการทำให้คนคนหนึ่งสนุกกับการแต่งตัวได้ มันบอกอะไรได้หลายอย่างมาก มันแปลว่าเขามีความสุข เขาเคารพตัวเอง และค้นพบตัวเอง”
