

ชวนขี่เจ้าทุยลุยทุ่งนา ใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ ‘สุพรรณบุรี’ ฟาร์มสเตย์เดินทางง่ายใกล้กรุงเทพฯ
Travel / Thailand
26 Dec 2025 - 5 mins read
Travel / Thailand
SHARE
26 Dec 2025 - 5 mins read
เมื่อนึกถึงการชาร์จพลังให้ชีวิตในบรรยากาศท้องทุ่งนาเขียวขจี ‘สุพรรณบุรี’ เป็นจุดหมายที่หลายคนนึกถึง
ด้วยความที่เมืองขึ้นชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทยอย่างสุพรรณบุรีที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับรถเพียงชั่วโมงนิด ๆ ก็ได้ใกล้ชิดธรรมชาติและวิถีชีวิตสไตล์ลูกทุ่งที่ยังเข้มข้นอยู่ในสายเลือดของชาวสุพรรณ
แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของสุพรรณบุรีจะเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่เหมาะแก่การทำนาทำสวน แต่ในบางท้องที่อย่างอำเภอด่านช้างก็เป็นเขตป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ มีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอยู่หลายแห่ง การออกแบบทริปเที่ยวสุพรรณบุรีจึงเหมาะสำหรับทั้งคนที่อยากพักผ่อนสบาย ๆ ในวิถีฟาร์มสเตย์ใจกลางทุ่งนา และตั้งแคมป์ท่ามกลางวิวทะเลสาบและภูเขาสวยงามตระการตา
LIVE TO LIFE ชวนออกเดินทางแบบสบาย ๆ เพื่อไปพักผ่อนเยียวยาร่างกายและฟื้นฟูจิตใจแบบไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางไกลก็ได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่ ‘สุพรรณบุรี’
สนุกกับกิจกรรมสไตล์ลูกทุ่งในฟาร์มสเตย์กลางท้องนา
เที่ยวสุพรรณทั้งที ไม่อยากให้พลาดโอกาสการพักผ่อนในฟาร์มสเตย์ จะได้ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น โดยเฉพาะที่ บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์ ที่พักที่ไม่ได้โดดเด่นแค่บรรยากาศของบ้านไร่ชายทุ่งเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมฉบับลูกทุ่งให้แขกผู้มาเยือนได้สนุกกับวิถีชีวิตของชาวสุพรรณบุรีตั้งแต่วันยันค่ำ
บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
บ้านปายดินฯ เริ่มต้นบริการแขกผู้มาเยือนที่มักมาถึงที่นี่ในช่วงบ่าย ด้วยชุดสำหรับเปลี่ยนให้เข้ากับบรรยากาศ อย่างเสื้อม่อฮ่อมและเสื้อคอกระเช้า เพราะที่นี่มีมุมถ่ายรูปให้เลือกมากมายบนพื้นที่หลายสิบไร่ มีทั้งจักรยานคลาสสิก และมอเตอร์ไซค์คลาสสิคสำหรับเป็น Props ในการถ่ายภาพ รวมถึงการนั่งรถอีแต๊กของชาวบ้านที่สามารถจองได้ เพื่อไปถ่ายรูปในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน
ขอบคุณภาพจาก บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
รุ่งเช้าของอีกวัน ออกสตาร์ทด้วยกิจกรรมคั่วกาแฟ โดยทางร้านได้เตรียมเมล็ดกาแฟไว้สำหรับลูกค้าทำการคั่ว บด ด้วยตัวเอง พร้อมมื้อเช้า พอช่วงสาย สนุกกับกิจกรรมให้อาหารควายและขี่ควาย ซึ่งเป็นควายที่ทางบ้านปายดินฯ เลี้ยงไว้เอง ต่อด้วยกิจกรรมฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี ที่นักท่องเที่ยวจะได้ให้อาหารไก่และเก็บไข่อุ่น ๆ จากแม่ไก่ สำหรับนำมาทำอาหารกินในช่วงเที่ยง
ขอบคุณภาพจาก บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ เช่น แต่งหน้าพิซซานาโปลีแล้วนำไปอบในเตาฟืน หรือในช่วงหน้านาจะมีกิจกรรมดำนาเพิ่มเข้ามา โดยส่วนใหญ่จะจัด 3 เดือนต่อ 1 รอบ โดยจะมีการแจ้งทางเฟซบุ๊กเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจร่วมกิจกรรมดำนาสามารถจองที่พักในช่วงเวลานั้น ๆ ได้
ขอบคุณภาพจาก บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
ฟาร์มสเตย์ที่อัดแน่นด้วยกิจกรรมเรียกรอยยิ้มแห่งนี้เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของ คุณโรม - โรมศึก สุขพรหม อดีตข้าราชการตำรวจที่ตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อมาพัฒนาผืนดินของครอบครัว ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผืนดินที่แห้งแล้ง เพื่อเตรียมสำหรับการปลูกข้าว ต่อมาจึงค่อย ๆ เพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยเข้าไปในผืนนา ตามด้วยสวนผักผลไม้ เล้าไก่ บ่อเลี้ยงปลา และปลูกต้นไม้ โดยนำแนวคิดเรื่องป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การปลูกต้นไม้เพื่อความร่มรื่น ทำให้ทั่วทั้งพื้นที่ของบ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์ เย็นสบายโดยแทบไม่ต้องอาศัยเครื่องปรับอากาศ
ขอบคุณภาพจาก บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
นอกจากนี้ ยังมีการปลูกต้นไม้เพื่อพลังงาน โดยนำกิ่งไม้ ใบ และลำต้นมาทำเชื้อเพลิงหรือฟืนในการทำพิซซา และการปลูกต้นไม้เป็นอาหาร โดยบางส่วนเป็นผลไม้ที่เก็บกินได้ และบางส่วนนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ดังนั้น ผู้ที่สนใจศาสตร์ของพระราชาจึงสามารถมาเรียนรู้จากการทดลองทำจริงได้ที่บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
ขอบคุณภาพจาก บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
จากความตั้งใจแรกในการพัฒนาพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและทำกินในครอบครัว คุณโรมต่อยอดไอเดียไปสู่การทดลองเปิดเป็นฟาร์มสเตย์ให้คนที่สนใจเข้าพัก โดยสร้างที่พักจากวัสดุไม้ไผ่และบ้านดิน มีหลังคาเป็นใบจากและใบตองตึง โดยไม่ใช้กระเบื้องหรือสังกะสีเลย และเพิ่ม Gimmick เข้าไปให้บางบ้านมีสระว่ายน้ำ และบางบ้านเป็นบ้านยกสูง เพื่อตอบโจทย์การพักผ่อนของผู้เข้าพัก
ขอบคุณภาพจาก บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
เมื่อที่พักสวยน่าพักผ่อนมารวมเข้ากับบรรยากาศดี ๆ ใจกลางท้องนา และกิจกรรมสไตล์ลูกทุ่งที่มีให้เลือกทำตลอดทั้งวัน บวกกับหัวใจของการบริการที่อบอุ่นเหมือนเปิดบ้านให้เพื่อนมาเยี่ยมมาพักผ่อน ทำให้บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์ ได้รับการบอกต่อปากต่อปาก จนกลายเป็นฟาร์มสเตย์ต้นแบบและเป็นที่พักขวัญใจนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสเสน่ห์เมืองสุพรรณบุรีอย่างลึกซึ้งถึงแก่น
บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
ที่ตั้ง : 122 หมู่ 4 ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
โทร : 063 978 8882
Facebook : บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์
กินแฟ ดูฟาย แบบคลุกวงใน
ใครยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มกับวิถีชีวิตแบบท้องทุ่งไทย สามารถไปท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้กันต่อที่ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย สุพรรณบุรี ที่เปิดบริการมานานกว่า 20 ปี แบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน มีทั้งหมู่บ้านชาวนาและโซนแปลงนา ที่มีการสาธิตการทำนาและไถนาแบบดั้งเดิม ส่วนที่ลานการแสดงจะมีการแสดงความสามารถของควายไทย ซึ่งหลายคนมักมารอชม ‘ควายยิ้ม’ กันเป็นส่วนใหญ่ และโซนที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่พลาด ก็คือ คาเฟ่ ‘กินแฟ ดูฟาย’ คาเฟ่บนแพไม้ใต้หลังคามุงจากที่รายล้อมอยู่รอบบึงใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนปลักให้บรรดาน้องควายแหวกว่ายคลายร้อนอยู่ในน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เชื่องและพากันมาเกาะขอบแพ เพื่อรอให้นักท่องเที่ยวป้อนหญ้าให้กินอย่างใกล้ชิด
คาเฟ่ ‘กินแฟ ดูฟาย’
หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย สุพรรณบุรี
ที่ตั้ง : 222/1 หมู่ 1 ถ.สุพรรณบุรี-ชัยนาท ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
โทร : 081 358 7347
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 - 18.00 น.
Facebook : บ้านควาย บ้านไทยรีสอร์ท สุพรรณบุรี
ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย - นาเฮียใช้
ศูนย์เรียนรู้ในตัวเมืองสุพรรณอีกแห่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย หรือ นาเฮียใช้ ที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ชาวนาแห่งจังหวัดสุพรรณบุรี ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยชาวนาผู้มีความตั้งใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ออกจำหน่ายให้เกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง จึงก่อตั้งศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของหน่วยงาน นักศึกษา และผู้ที่สนใจศาสตร์แห่งการทำนา รวมถึงการปลูกผักอินทรีย์
ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย - นาเฮียใช้
นาเฮียใช้มีบริการนั่งรถรางชมทุ่งนา เพื่อศึกษาเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ว่ากว่าจะมาเป็นข้าวสวยร้อน ๆ ในจานที่เรากินแทบทุกมื้อ ต้องผ่านขั้นตอนและเทคโนโลยีในการปลูกข้าวและการเก็บเกี่ยวอย่างไรบ้าง
ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย - นาเฮียใช้
ที่ตั้ง : 322 ถ.สุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี
โทร : 092 626 1515
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น.
Facebook : นาเฮียใช้ - ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย
สุพรรณบุรีก็มีหิ่งห้อยให้ดู
หนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวแบบ Unseen ที่หลายคนไม่รู้ว่าที่สุพรรณบุรีก็มีด้วย แถมมีเฉพาะในช่วงหน้าหนาวเท่านั้น ก็คือ การล่องเรือชมหิ่งห้อยในแม่น้ำท่าว้า แม่น้ำสายเก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นแม่น้ำที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้เสด็จประพาสทางชลมารคมาก่อน
ขอบคุณภาพจาก ไหว้พระ ล่องเรือชมหิ่งห้อย แม่น้ำท่าว้า วัดสังฆจายเถร
แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น แม่น้ำท่าว้าก็ได้รับผลกระทบจากการปล่อยของเสียจากฟาร์มสุกรของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง จนทำให้น้ำเน่าเสีย จึงได้มีหน่วยงานเข้าไปพัฒนาให้ความรู้เรื่องการกำจัดของเสียแก่ชาวบ้านที่เลี้ยงฟาร์มสุกร ทำให้ในปัจจุบันแม่น้ำท่าว้ากลับมาใสสะอาด ไร้มลพิษ คืนสู่ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทำให้มีหิ่งห้อยมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ขอบคุณภาพจาก ไหว้พระ ล่องเรือชมหิ่งห้อย แม่น้ำท่าว้า วัดสังฆจายเถร
ทางจังหวัดสุพรรณบุรีจึงได้ร่วมกับวัดสังฆจายเถร ผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้าน ในการวางแนวทางการพัฒนาแม่น้ำท่าว้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จึงเปิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นที่ วัดสังฆจายเถร ให้ชาวบ้านมารวมตัวกันนำเรือพายมาคอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยวในช่วงเย็น โดยพายล่องไปตามลำน้ำท่าว้า เป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อชมหิ่งห้อยที่อาศัยตามพุ่มไม้ออกมาอวดแสงระยิบระยับ และบินโฉบมาอวดโฉมข้างเรือนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณภาพจาก ไหว้พระ ล่องเรือชมหิ่งห้อย แม่น้ำท่าว้า วัดสังฆจายเถร
ระหว่างเส้นทางนั่งเรือชมหิ่งห้อย เรือจะแวะที่ท่าน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่ให้ชาวบ้านนำอาหารคาว-หวาน เครื่องดื่ม พืชผัก-ผลไม้ตามฤดูกาล มาขายให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อหา และช่วงท้ายก่อนที่จะวนเรือกลับ ยังมีจุดท่าน้ำที่มีศิลปินพื้นบ้าน หนุ่มหมอแคน มาเป่าแคน เซิ้งรำ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมและฟังเสียงแคนกันสด ๆ อีกด้วย
สำหรับช่วงเวลาที่มีหิ่งห้อยเยอะเป็นพิเศษ คือ ช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคม กิจกรรมนี้เปิดบริการทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 - 22.00 น. สามารถติดต่อจองคิวเรือเอาไว้ล่วงหน้าได้ มีทั้งแบบรายบุคคล เช่าเหมาลำ หรือแบบเรือยนต์ ราคาท่านละ 100 บาท ใช้เวลาชมหิ่งห้อยทั้งหมดราว 1 ชั่วโมง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 094 408 1009 หรือ Facebook : ไหว้พระ ล่องเรือชมหิ่งห้อย แม่น้ำท่าว้า วัดสังฆจายเถร
แคมป์ปิ้งเพลินใจริมอ่างเก็บน้ำลำตะเพิน
ปิดท้ายด้วยกิจกรรมเอาใจนักเดินทางสายแคมป์ปิ้งที่อยากใกล้ชิดสายน้ำและสายหมอกแห่งเมืองสุพรรณบุรี สามารถไปเก็บเกี่ยวความสุขได้ที่ อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน ใจกลางหุบเขาในเขตพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี
เหตุผลที่อยากให้ดั้นด้นไปจนถึงอ่างเก็บน้ำลำตะเพิน เพราะธรรมชาติของที่นี่ตอบโจทย์คนรักการแคมป์ปิ้งทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำและสายหมอกที่มีทิวเขาเป็นฉากหลัง พร้อมกิจกรรมให้ทำหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปั่นจักรยานรอบอ่างเก็บน้ำ พายคายัค พายซับบอร์ด แม้กระทั่งเรือเป็ดก็มีให้บริการ
ตัวเลือกของที่พักบริเวณอ่างเก็บน้ำลำตะเพินมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งลานกางเต็นท์ธรรมชาติสำหรับสายแคมป์ปิ้งที่เตรียมเต็นท์ไปกางเอง เต็นท์กระโจมติดแอร์สำหรับนักท่องเที่ยวสาย Glamping ที่พักในรูปแบบรถบ้าน (Campervan) ห้องพักรถไฟ และบ้านพักริมน้ำสไตล์นอร์ดิกสำหรับคนที่อยากพักผ่อนแบบสบาย ๆ แต่ได้บรรยากาศแคมป์ปิ้ง
ไม่ว่าจะเลือกพักผ่อนในแบบไหน ธรรมชาติแห่งเมืองสุพรรณบุรีก็พร้อมให้ไปสัมผัสและชาร์จความสดชื่นให้ทุกคนพร้อมกลับไปลุยใช้ชีวิตกันต่ออย่างมีพลัง
อ้างอิง
- TATAcademy.บ้านปายดิน ออร์แกนิค ฟาร์มสเตย์ เส้นทางพัฒนาพื้นที่เกษตรสู่ธุรกิจท่องเที่ยวที่พัก โดย คุณโรมศึก สุขพรหม.https://bit.ly/4b4MxCb
- Kapook Travel.นั่งเรือชมหิ่งห้อยกลางลำน้ำท่าว้า Unseen เมืองสุพรรณบุรี.https://bit.ly/498q6cL
