

สะบายดีที่ปากเซ-โบลาเวน ชวนแบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยว ‘ลาวใต้’ ฉบับคนชอบธรรมชาติหน้าหนาว
Travel / World
19 Nov 2025 - 6 mins read
Travel / World
SHARE
19 Nov 2025 - 6 mins read
เพราะ ‘ธรรมชาติ’ มีอะไรให้เราค้นหาเสมอ
นี่คงเป็นเหตุผลแรกและเหตุผลเดียวที่ทำให้ ‘ลาวใต้’ กลายเป็นหมุดหมายของบรรดานักเดินทางผู้หลงรักธรรมชาติและการผจญภัย โดยเฉพาะบนพื้นที่ราบสูงที่เรียกว่า ‘โบลาเวน’ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามของธรรมชาติที่ควรค่าให้ทุกคนออกเดินทางไปเยือนสักครั้ง
เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่ลาวใต้ จึงไม่ใช่แค่การเดินทางไปชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกที่ไหลลงมาจากภูเขาสูง หรือไปสัมผัสกับไอหมอก หรือไปมองดูทิวทัศน์ของขุนเขาและผืนป่าอันเขียวขจีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเดินทางไปใช้เวลาอยู่กับความเงียบสงบของธรรมชาติที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้การเดินทางครั้งนี้มีความหมาย
ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นในยามเช้า คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลที่เชื้อเชิญให้คนที่ชอบธรรมชาติหน้าหนาวเตรียมตัวแบกเป้มาลองเที่ยวลาวใต้ซักครั้ง
ทริปนี้ LIVE TO LIFE ขออาสาชวนทุกคนออกเดินทางไปผจญภัยที่ลาวใต้ แวะทักทาย ‘สะบายดี’ กับคนลาวที่ปากเซและปากซอง ก่อนปักหมุดสำรวจธรรมชาติบนที่ราบสูงโบลาเวน รับรองว่าประทับใจไม่รู้ลืม
จากไทยไป ລາວໃຕ້
ล้อเริ่มหมุนที่กรุงเทพฯ
รู้หรือไม่ ? วิธีเดินทางไปลาวใต้ที่ง่ายและสะดวกที่สุด คือ นั่งรถ บขส. เส้นทางตรง กรุงเทพฯ - ปากเซ จากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือ หมอชิต 2 ในราคา 900 บาทต่อเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง รวมเวลาที่รถแวะจอดให้รับประทานอาหาร 1 มื้อ สามารถค้นหาเที่ยวรถและจองที่นั่งได้ทางเว็บไซต์ บขส.
เมื่อออกจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง รถ บขส. จะเดินทางมาถึง ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ความพิเศษของที่นี่ คือเป็นช่องทางผ่านแดนไทย-ลาวที่มีแผ่นดินเชื่อมต่อกับแขวงจำปาสัก ประเทศลาว ซึ่งแตกต่างจากช่องทางผ่านแดนไทย-ลาวจุดอื่น ๆ ที่ต้องข้ามแม่น้ำโขงที่ไหลขวางกั้นระหว่างสองประเทศ
ผู้โดยสารทุกคนต้องลงจากรถเพื่อติดต่อยื่นหนังสือเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วยตัวเอง (หากลืมหรือไม่มีหนังสือเดินทาง สามารถใช้บัตรประชาชนยื่นทำหนังสือผ่านด่านชั่วคราวได้ มีค่าธรรมเนียม 30 บาท) แล้วเดินเท้าข้ามประเทศไปขึ้นรถ บขส. คันเดิมที่ฝั่งลาว โดยพนักงานขับรถจะนัดหมายเวลาขึ้นรถกับทุกคนอีกที
ก่อนเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง หากยังไม่ได้แลกเงินกีบ แนะนำให้แลกเงินกับชาวบ้านในฝั่งไทย สังเกตได้ง่าย ๆ จากการสะพายกระเป๋าเงินไว้รอให้บริการ เพราะได้เรตถูกกว่าไปแลกที่ฝั่งลาว ส่วนเหตุผลที่ควรมีเงินกีบจำนวนหนึ่งติดตัวเอาไว้ เพื่อหยิบใช้จ่ายได้คล่องตัว ถึงแม้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่ในลาวใต้จะยินดีรับเงินบาท แต่ไม่มีเงินทอน ทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าราคาจริง จึงแนะนำให้แลกเงินกีบไว้ใช้จะดีที่สุด
หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว จะมีป้ายบอกให้เดินลอดใต้อุโมงค์เพื่อข้ามฝั่งไปยัง ด่านสากลวังเต่า แขวงจำปาสัก ประเทศลาว พร้อมกับต้องจ่ายค่าเหยียบแผ่นดินลาว 100 บาท (และจ่ายอีกครั้งตอนออกจากลาวเพื่อกลับมาฝั่งไทย)
เสร็จแล้วออกจากด่านมาขึ้นรถ บขส. คันเดิมเพื่อเดินทางเข้าลาวใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางคือ ปากเซ เมืองเอกที่ใหญ่ที่สุดในแขวงจำปาสัก และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศลาว รองจากนครหลวงเวียงจันทน์ และเมืองสะหวันนะเขต
ຍິນດີຕ້ອນຮັບ
ปาเซ-จำปาสัก ประตูสู่ลาวใต้
ปากเซ (Pakse) เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวแขวงจำปาสักและลาวใต้ ทุกคนที่ตั้งใจมาเที่ยวลาวใต้จึงมักเริ่มต้นที่นี่ ปากเซจึงเปรียบได้กับ ‘ประตูสู่ลาวใต้’ ที่เปิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนเสมอ
ภาพมุมสูงของเมืองปากเซ
คนไทยส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเที่ยวลาวใต้มักซื้อทัวร์ในราคาเหมา ซึ่งสามารถค้นหาได้จากกลุ่มเที่ยวลาวใต้ในเฟสบุ๊ก เพราะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้งค่าเข้าชมสถานที่ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร รวมถึงมีไกด์นำเที่ยว ช่วยจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ และดูแลความเรียบร้อยตลอดทริป ถือเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่มีเวลาวางแผนการเดินทาง หรือคนที่ต้องการความสะดวกสบาย
แต่สำหรับคนที่นั่งรถ บชส. มาเอง จากด่านสากลวังเต่าใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ให้ลงที่ ท่ารถหลัก 3 (กม. 3) เพราะเป็นจุดลงรถที่เดินทางเข้าตัวเมืองปากเซได้ใกล้ที่สุด หากมาเที่ยวด้วยตัวเอง แนะนำให้ติดต่อเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไว้ล่วงหน้าก่อนวันเดินทางมาถึง เพราะร้านเช่าส่วนใหญ่มีบริการขับรถมอเตอร์ไซค์มารอที่นี่ โดยใช้หนังสือเดินทางเป็นเอกสารยืนยันตัวตนและทำสัญญาเช่า หนึ่งในร้านที่คนไทยนิยมใช้บริการ คือ Mam motorbike for Rent มอเตอร์ไชค์ให้เช่าในปากเช
บรรยากาศในตัวเมืองปากเซ
ส่วนราคาเช่าคิดเป็นรายวัน ประมาณ 130,000-150,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทยวันละ 200-280 บาท) ขึ้นอยู่กับรุ่นมอเตอร์ไซค์ที่เลือก เมื่อได้สัญญาเช่ามาแล้ว สามารถขับเข้าตัวเมืองปากเซ และออกเดินทางต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องการได้ทันที เพื่อความปลอดภัย ต้องไม่ลืมว่ากฎจราจรของประเทศลาวกำหนดให้ขับขี่ชิดขวา ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ขับขี่ชิดซ้าย และควรระมัดระวังพื้นผิวถนนที่ไม่ราบเรียบในบางเส้นทาง
นอกจากนี้ ควรพกสัญญาเช่าติดตัวไว้เสมอขณะขับขี่ หากตำรวจเรียกตรวจ ให้แสดงเอกสารพร้อมกับหนังสือเดินทางและใบขับขี่ไทย
สำหรับคนที่มาเที่ยวลาวใต้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้ซื้อทัวร์และขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ก็ไม่ต้องกังวลใจไป ยังสามารถเที่ยวลาวใต้ได้เช่นเดียวกัน เพราะจุดลงรถและตามแหล่งท่องเที่ยวหลักจะมีคนลาวในพื้นที่มาจอดรถรอให้บริการรับส่งตามจุดต่าง ๆ ส่วนราคาขึ้นอยู่กับการตกลง สามารถพูดคุยต่อรองกับคนขับได้โดยตรง
ສະບາຍດີ ที่ปากเซ
ออกเที่ยวน้ำตก เยี่ยมชมปราสาทหิน
จากตัวเมืองปากเซ มีเส้นทางให้เลือกท่องเที่ยวได้ตามความสนใจ 2 สาย คือ
1. เส้นทางตะวันออก มีน้ำตกให้แวะถึง 3 จุด ได้แก่ ตาดผาส้วม ตาดฟาน และ ตาดเยือง การเดินทางให้ขับขี่ไปตามถนนหมายเลข 16E ปากเซ-ปากซอง 21 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 20 อีก 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 40 นาที จะมาถึงน้ำตกจุดแรกที่มีชื่อแปลกว่า ตาดผาส้วม
คำว่า ตาด หมายถึง น้ำตก ส่วนคำว่า ส้วม ในภาษาลาว ไม่ได้ใช้สื่อความถึงห้องน้ำเหมือนภาษาไทย แต่หมายถึง ห้องหอ หรือห้องส่วนตัว ชื่อเรียกน้ำตกแห่งนี้ จึงตั้งตามลักษณะของโขดหินผาที่ตั้งตรงเป็นแท่งคล้ายเสาห้อง
ตลอดฤดูหนาว นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปถึงเดือนมกราคมในปีถัดไป ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับมาเที่ยวตาดผาส้วม เพราะอากาศกำลังเย็นสบาย น้ำก็กลับมาใสอีกครั้ง ไม่ขุ่นเหมือนฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุกจนชะล้างหน้าดินให้ปะปนมากับน้ำ
บริเวณใกล้ ๆ กับตาดผาส้วม มีสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวข้ามลำน้ำไปยังอีกฝั่งของน้ำตก แม้โครงสร้างจะดูไม่ซับซ้อนแต่มีความแข็งแรงมาก เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวตาดผาส้วม และจุดถ่ายรูปยอดนิยม
ตาดผาส้วม
พิกัด : Pha Suam Waterfall, 7WGC+GPG, Don, Laos
เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
ค่าเข้าชม : 10,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทย 16 บาท)
จากตาดผาส้วม ย้อนเส้นทางเดิมของถนนหมายเลข 20 ระยะทาง 15 กิโลเมตร เมื่อถึงทางแยกให้เลี้ยวซ้ายกลับเข้าสู่ถนนหมายเลข 16E ปากเซ-ปากซองอีกครั้ง แล้วเดินทางต่อมาอีก 17.5 กิโลเมตร จะถึงน้ำตกจุดที่สอง ตาดฟาน
คำว่า ฟาน ในภาษาลาว เป็นชื่อเรียกสัตว์ป่าชนิดหนึ่งจำพวกเก้ง น้ำตกแห่งนี้จึงตั้งชื่อสถานที่ตามชื่อสัตว์ป่าประจำถิ่นที่เคยอาศัยอยู่มากทั่วบริเวณน้ำตก
ปัจจุบันตาดฟานถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่อยู่ในลิสต์ A Must คือต้องไปเยือนให้ได้ เพราะโดดเด่นทั้งความสวยงาม ความยิ่งใหญ่ และความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งร่วมกันสร้างมนตร์เสน่ห์ให้ตาดฟานได้ชื่อว่าเป็น สรวงสวรรค์แห่งจำปาสัก
เอกลักษณ์ของตาดฟานอยู่ที่สภาพแวดล้อมของน้ำตกคู่ 2 สายที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยมอสสีเขียวสด เพราะที่ตรงนี้เคยเป็นปากปล่องภูเขาไฟมาก่อน ทำให้ตาดฟานเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในแขวงจำปาสักเทียบเท่ากับตึก 85 ชั้น ข้อควรระวังขณะชมน้ำตก จึงต้องยืนดูจากจุดชมวิวด้านบนหน้าผ้าที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่สามารถลงไปเล่นน้ำด้านล่างได้
สำหรับคนรักการผจญภัยที่อยากพิชิตความกลัวและพิสูจน์ความกล้า แนะนำให้โหนซิปไลน์ (Zipline) ผ่านม่านหมอกข้ามผาสูง มีทั้งหมด 3 เส้น สามารถเลือกได้ว่าจะลุยเดี่ยวโหนคนเดียว หรือนั่งกระเช้าไปจิบกาแฟกลางอากาศ นี่คือกิจกรรมที่ใครก็ไม่ควรพลาด เพราะเป็นโอกาสเดียวที่ทำให้ได้ชมความสวยงามของตาดฟานแบบใกล้ชิดที่สุดจากมุมสูง
กิจกรรมโหนซิปไลน์ มีค่าบริการคนละ 1,690 บาท ราคานี้รวมค่าถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอโดยเจ้าหน้าที่ไว้ให้แล้ว ทุกคนจะได้รับทั้งภาพสวย ๆ และคลิปบันทึกประสบการณ์สุดหวาดเสียวขณะโหนซิปไลน์ไว้เป็นที่ระลึก เพื่อความสะดวกแนะนำให้สแกนจ่ายเป็นเงินไทยกับเจ้าหน้าที่ได้เลย
ตาดฟาน
พิกัด : Tad Fane Waterfall, 54JH+6WJ, Paksong KM38, Laos
เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
ค่าเข้าชม : 30,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทย 48 บาท)
ออกจากตาดฟาน เดินทางต่อโดยใช้เส้นทางเดิมของถนนหมายเลข 16E ปากเซ-ปากซอง มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเพียง 750 เมตร จะถึงน้ำตกจุดที่สาม ตาดเยือง คำว่า เยือง ในภาษาลาว หมายถึง เลียงผา น้ำตกแห่งนี้จึงใช้หลักการตั้งชื่อเดียวกันกับตาดฟาน
แม้ว่าน้ำตกของ ตาดเยือง จะมีลักษณะเป็นคู่ 2 สายที่ไหลมาจากหน้าผาเหมือนกับตาดฟาน แต่จุดสำคัญที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ ความสูง เพราะตาดเยืองสูงเทียบเท่ากับตึก 30 ชั้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจลดทอนความสวยงามของตาดเยือนให้น้อยลงได้ ที่นี่ยังมีทางขั้นบันไดให้ทุกคนเดินลงเข้าไปสัมผัสกับความบริสุทธิ์ของน้ำตกและธรรมชาติที่รายล้อมด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่มแบบใกล้ชิดในบรรยากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี
ท่ามกลางละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายทั่วบริเวณตาดเยือง เมื่อกระทบกับแสงแดดจะเกิดเป็นรุ้งกินน้ำที่ทอดตัวโค้งหน้าน้ำตก ชวนให้รู้สึกต้องมนตร์สะกดราวกับหลงเข้าป่าลับแห่งเทพนิยาย เป็นทัศนียภาพที่ต้องเดินทางไปเห็นด้วยตาตัวเองให้ได้
ตาดเยือง
พิกัด : Tad Yeung Waterfall, Ban Lak 40, Road 23, Paksong District, Champasak Province, Laos
เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
ค่าเข้าชม : 30,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทย 48 บาท)
2. เส้นทางใต้ ใช้เดินทางไปเยือนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ปราสาทหินวัดพู แลนด์มาร์กแห่งสำคัญที่ลาวใต้
การเดินทางสายเส้นทางใต้เพื่อไปยัง ปราสาทหินวัดพู ให้ขับขี่ข้ามสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนที่ขนาบไปตามแม่น้ำโขง ขับตรงไปได้เรื่อย ๆ จนถึงเมืองจำปาสัก จะเห็นทางเข้าปราสาทหินวัดพูอยู่ทางขวามือ รวมระยะทาง 43 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 50 นาที
สะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขง
เชื่อมระหว่างถนนสายปากเซกับเมืองจำปาสัก
เหตุผลที่ทำให้ปราสาทหินวัดพูเป็นแลนด์มาร์กแห่งสำคัญของลาวใต้ เพราะเคยเป็นศูนย์กลางศาสนาและการปกครองของอารยธรรมขอมโบราณเมื่อ 2,000 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2544 องค์การยูเนสโกจึงยกย่องให้ที่นี่เป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของประเทศลาวต่อจากหลวงพระบาง
แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาเนิ่นนาน แต่ภายในองค์ปราสาทหินวัดพู ยังคงรักษาความสมบูรณ์ของรูปแบบสถาปัตยกรรมหินทรายอันวิจิตรตระการตา ปราสาทแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยตั้งองค์ปราสาทอยู่บนเนินเขา หันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำโขง และมีบาราย หรือสระน้ำขนาดใหญ่ 2 สระอยู่ข้างหน้าทางเข้า ทั้งหมดนี้ยังคงความสมบูรณ์ไว้ให้ทุกคนได้สำรวจดูรายละเอียดของร่องรอยที่สะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองในอดีต
ปราสาทหินวัดพูจึงไม่ได้เป็นแค่แหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ล้ำค่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนท้องถิ่นให้ความเคารพศรัทธา และเดินทางมาเยี่ยมชมความงดงามตลอดทั้งวัน
ปราสาทหินวัดพู
พิกัด : Vat Phou, RRXG+5X3, Muang Champassak, Laos
เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม : 55,000 กีบ (คิดเป็นเงินไทย 88 บาท)
ขึ้นเขาเดินลุยป่าที่ ພູພຽງບໍລະເວນ
ตามหาธรรมชาติที่รอคอยให้ค้นพบ
จากตัวเมืองปากเซ ขับขี่ไปตามถนนหมายเลข 13 มุ่งหน้าลงใต้เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จะเดินทางมาถึง บ้านหนองหลวง เมืองปากซอง ที่นี่เป็นแหล่งรวมที่พักและโฮมสเตย์เพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพราะเป็นจุดเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางเข้าป่าไปกางเต็นท์ค้างคืนบนที่ราบสูงโบลาเวน และเยือนน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าใหญ่ คือ ตาดเสือ และ ตาดขมึด สำหรับคนที่หลงใหลธรรมชาติและชื่นชอบการผจญภัย โบลาเวนถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวในลาวใต้ที่พลาดไม่ได้
โบลาเวนเป็นชื่อเรียกที่ราบสูงซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000-1,350 เมตร เทียบเท่าหมู่บ้านแม่กำปองในจังหวัดเชียงใหม่ของประเทศไทย แต่คนลาวนิยมเรียก ที่ราบสูงโบลาเวน (Bolaven Plateau) ว่า ພູພຽງບໍລະເວນ (พูเพียงบอหละเวน) มากกว่า ข้างบนนั้นเต็มไปด้วยพื้นที่ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์จนถูกขนานนามว่าเป็นดงน้ำตกกลางพงไพร หนทางเดียวที่พิชิตจุดหมายต่าง ๆ บนที่ราบสูงนี้ได้คือ การเดินเท้าเข้าป่า
จากจุดเริ่มต้นในบ้านหนองหลวง เมืองปากซอง ไปถึงจุดกางเต็นท์บนที่ราบสูงโบลาเวน ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางราว 2.7 กิโลเมตร ห้อมล้อมไปด้วยไร่กาแฟของชาวบ้านและป่าทึบ แม้ระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่ด้วยลักษณะของเส้นทางที่มีทั้งพื้นดิน พื้นหิน และพื้นทราย สลับกับทางลาดชันที่ต้องขึ้นเขาลงห้วยลุยกระแสน้ำซึ่งสูงประมาณครึ่งเข่า ทำให้ต้องใช้เวลาเดินนานถึง 1 ชั่วโมง
ที่ราบสูงโบลาเวนเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่าแก่ที่อุดมสมบูรณ์มาก ผืนดินของที่นี่จึงเป็นสีแดงเข้มเพราะมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์สูง เหมาะสำหรับเพาะปลูกต้นกาแฟทั้งสายพันธุ์ทริปิก้า โรบัสต้า และอาราบิก้า ผลผลิตของเมล็ดกาแฟบนที่ราบสูงโบลาเวนจึงให้รสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอมของดินเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลก
เมื่อเดินทางถึงที่ราบสูงโบลาเวน จะเห็นเป็นลานกว้างที่มีทั้งป่าสนเขา ทุ่งดอกเปราะภู หญ้าข้าวก่ำ มอสเกาะตัวเป็นกลุ่มบนหิน และต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ธรรมชาติที่รอต้อนรับผู้มาเยือน ให้ความรู้สึกสงบและสดชื่นในคราวเดียวกัน แต่ละคนสามารถเลือกจุดกางเต็นท์ได้ตามต้องการ ส่วนในตอนกลางคืนที่ฟ้ามืดสนิท จะมองเห็นทะเลดาวชัดเจน
หญ้าข้าวก่ำ
หม้อข้าวหม้อแกงลิง
ไม่ไกลจากลานกางเต็นท์ ในวันที่หมอกไม่ลงจัด แนะนำให้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและลงตรงจุดชมทะเลหมอกบนยอดเขา และออกตามหาต้นไม้ปีศาจหรือต้นไม้หน้าผี เพราะมีลำตัวกลวงเว้าลึกเข้าไปเป็นรูปตาและปากอ้า เหมือนต้นไม้น่ากลัวในการ์ตูนที่หลายคนเคยดูสมัยตอนที่ยังเป็นเด็ก
ทุ่งดอกเปราะภู
จากลานกางเต็นท์ ต้องเดินลงไปอีกเส้นทางประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อไปยังตาดขมึดและตาดเสือ เส้นทางนี้มีความท้าทายมากกว่าทางขึ้น เพราะชันมากและลื่น จึงต้องจับราวไม้ให้มั่นขณะเดินลง ระหว่างทางยังมีอีกหลายจุดที่ต้องปีนป่ายข้ามก้อนหินใหญ่และรากไม้ที่ล้มลงมาขวาง
ความน่าตื่นเต้นของเส้นทางนี้ก็คือ ยิ่งเดินเข้าใกล้น้ำตกมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ยินเสียงน้ำตกดังมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง จะเห็นบ้านต้นไม้และจุดชมวิวที่บอกให้รู้ว่าได้เดินทางมาถึงแล้ว
ตาดเสือ และ ตาดขมึด เป็นน้ำตกที่อยู่ต่อกัน จากจุดชมวิวยังมีเส้นทางให้เดินไปดูน้ำตกใกล้ ๆ คำว่า ขมึด หมายถึง มืดมิด เพราะในวันที่หมอกลงจัด ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าทึบ ทำให้น้ำตกตรงนี้ดูมืดสลัวและน่าเกรงขาม เป็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในที่ราบสูงโบลาเวน รอคอยให้ทุกคนมาค้นพบ ส่วนทางกลับให้ย้อนขึ้นเส้นทางเดิม เพื่อออกไปยังบ้านหนองหลวง
ตาดเสือ
ตาขมึด
ข้อควรรู้ ก่อนเดินทางไป ‘ลาวใต้’
ด้วยความคล้ายกันของภาษาและวัฒนธรรม สามารถใช้ภาษาไทยสื่อสารกับคนลาวได้ คนลาวส่วนมากเป็นคนอัธยาศัยดี มีน้ำใจ พร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่อะไรที่คิดว่าราคาสูงเกินไป ให้ลองต่อราคาได้
เนื่องจากเป็นทริปเดินป่าสำรวจธรรมชาติ อุปกรณ์ที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด คือ รองเท้าที่ใส่สบายและยึดเกาะดี ห้ามใส่รองเท้าผ้าใบมาเดินเด็ดขาด เพราะลื่นง่ายและอันตราย รวมถึงควรมีไม้เท้าเดินป่า (Trekking Poles) ประจำตัวเพื่อความปลอดภัย เพราะช่วยพยุงตัวและลดแรงกระแทกที่เข่า ทำให้ทรงตัวได้ดี และสร้างจังหวะในการเดินที่มั่นคงได้
ระหว่างที่อยู่ในพื้นที่ป่า ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและแห้งง่าย เช่น ผ้าใยสังเคราะห์ หรือผ้าที่ออกแบบมาสำหรับการเดินป่าโดยเฉพาะ แนะนำให้สวมกางเกงขายาว เพื่อป้องกันยุงและแมลงกัดต่อย รวมถึงทายากันยุงและพกสเปรย์กันแมลงติดตัวไว้
เรื่องอาหารการกินของลาวใต้ มีความคล้ายคลึงกับอาหารอีสาน เช่น ลาบ ตำหมากหุ่ง ข้าวเปียกเส้น นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากเวียดนามด้วย โดยเฉพาะเฝอ ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด
สำหรับผู้ที่เดินทางไปลาวใต้ สามารถเลือกใช้บริการทั้งซิมการ์ดและ eSIM โดยมีผู้ให้บริการหลักคือ Unitel และ Lao Telecom โดยซื้อแพ็กเกจโรมมิ่งล่วงหน้าก่อนเดินทาง ผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยได้
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันกว้างใหญ่ เพราะลาวใต้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกมากมายที่รอคอยให้ทุกคนแบกเป้ลุยเดี่ยวออกเดินทางไปสร้างประสบการณ์ใหม่ที่น่าจดจำ พร้อมกับค้นพบความสุขที่ซุกซ่อนอยู่ในผืนป่า ขุนเขา ม่านหมอก และสายน้ำด้วยตัวเอง
อ้างอิง
- ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ. (2554). GO ลาวใต้. แพรวสำนักพิมพ์ท่องโลก.
- วลัยลักษณ์ ทรงศิริ. “มรดกโลกที่วัดพู” ฟื้นฝอยหามรดกยุคอาณานิคมของอินโดจีนแห่งฝรั่งเศส. https://bit.ly/3LYmJwW
- Dplus Guide Team. (2562). เที่ยวลาว ม่วนหลาย. Dplus Guide.
- Lonely Planet. Southern Laos. https://bit.ly/3JMuVQq
