ไขความลับกับ Flow’s Table ว่าทำไมการคุยธุรกิจบนโต๊ะอาหารถึงสร้างแรงบันดาลใจได้เสมอ

27 Feb 2026 - 5 mins read

Wealth / Business

Share

เรื่องเล่าดี ๆ มักเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร

 

ทุกครั้งที่ได้พูดคุยบนโต๊ะอาหารเรามักจะได้ฟังเรื่องสนุก ๆ เสมอ เช่นเดียวกับวันนี้ โต๊ะอาหารตัวยาวถูกจัดเตรียมไว้ต้อนรับแขกนับ 20 ชีวิต อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าบทสนทนาดี ๆ จะเริ่มต้นที่นี่

 

Flow’s Table คือวงสนทนาเล็ก ๆ ที่รวมคนจากหลายอาชีพ เช่น นักลงทุน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ อินฟลูเอนเซอร์ คนทำงานประจำหลายสาขา มานั่งคุยกันแบบไร้ Agenda

 

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปมากแค่ไหน AI จะชาญฉลาดแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำให้ ‘บทสนทนากับมนุษย์’ ยังคงพิเศษอยู่เสมอคือประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ระยะเวลาสั่งสมจนกลายเป็นบทเรียนล้ำค่า การได้เรียนรู้จากคนเก่งจึงเป็นกุญแจที่ทำให้โลกธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้

 

วงสนทนานี้เริ่มต้นบนโต๊ะอาหารหลังจบงานสัมมนางานหนึ่ง แมค - ณัฐพงศ์ วิวัฒนะประเสริฐ ทายาทรุ่น 2 ของธุรกิจตี่จู้เอี๊ยะได้พบกับ มี่ - ทิวา ชินธาดาพงศ์ และ เจ็กกี้- สุธน สิงหสิทธางกูร สองตัวพ่อแห่งวงการลงทุนไทยที่เขาหลงใหล จึงชวนทั้งสองและเพื่อนราวสิบชีวิตไปนั่งกินข้าวด้วยกันเป็นมีตติ้งขนาดย่อม แม้จะไม่ได้มีวาระเป็นพิเศษแต่บทสนทนาในวันนั้นกลับมีความหมายกับเขามาก จึงตั้งใจสร้างโมเดลนี้ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เพื่อเรียนรู้เรื่องธุรกิจ แต่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้คนในวงการเดียวกัน

 

สมาชิกปัจจุบันของ Flow’s Table มีนับสิบชีวิต แต่ละคนทยอยกันเข้ามานั่งโต๊ะ นำทีมโดย แมค ร่วมด้วย ทิน - ทินภัทร รณรงค์, ริว - ศุภจักร เพ็ชร์ดี, กัน - กัลยกร ประสาทอาภรณ์, ยุจัง - ทอฝัน จิราตระกาล, เจนนี่ - เจนนิสา เคาไวยกุล และยังมีพี่เจ็กกี้ของน้อง ๆ ตามมาสมทบ บรรยากาศเดียวกันกับวงสนทนาบนโต๊ะโฟลวส์ขนาดย่อม ๆ

 

จุดเริ่มต้นของ Flow’s Table เกิดจากอะไร

แมค : “ผมอยากหาไอเดียทำธุรกิจ อยากเข้าใจโลกเลยคิดว่าการคุยกับคนเก่งเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราเก่งขึ้น โลกมันเปลี่ยนไว เราก็อยากรู้ว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จ มีวิธีคิดยังไง ทำอะไรมาบ้าง เราก็นัดคนไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งไปเจอกับนักลงทุนสองท่านคือ พี่มี่ กับ พี่แจ็กกี้ ในงานสัมมนา”

 

“วันหนึ่งชวนแกมาทานข้าว ปกติเวลาผมนัดเจอก็จะนัดเพื่อน ๆ ไปด้วย แต่รู้สึกว่าแกเป็นคนดัง วันนั้นเลยชวนเพื่อนไปประมาณ 10 คน คิดว่าได้เจอแกครั้งหนึ่งน่าจะคุ้ม วันนั้นแกแฮปปี้และบอกว่าต่อไปมาเจอกันทุกไตรมาสก็ได้ เลยเกิดไอเดียว่าเราควรเปลี่ยนคนไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้เขาเบื่อ เขาเป็นนักลงทุน เราก็ควรมีคนทำธุรกิจสายต่าง ๆ มารวมกัน แลกเปลี่ยนกัน วงสนทนาของเราครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจ การลงทุน การใช้ชีวิต ข้อคิดชีวิตครับ”

 

ทำไมทุกการสนทนาถึงตั้งใจให้ไม่มี Agenda

แมค : “เวลาเรามี Agenda มักจะถูกบีบด้วยเวลาหรือกรอบ ทำให้ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง มัวแต่คิดว่าจะต้องถามเรื่องอะไรต่อ เราเชื่อว่าคนที่เชิญมามีพลังงานบวก อยากแบ่งปัน อยากรับฟัง เลยชวนคนที่มีพลังงานคล้ายกันมาเจอกัน บทสนทนาก็จะไหลลื่นไปเอง”

 

ทิน : “การไม่มี Agenda ทำให้เกิดความสบายใจและเป็นธรรมชาติ เขาจะหยิบเรื่องที่สนใจมาคุย มันพาโฟลวของโต๊ะไปเจอในพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยไปสัมผัส อย่างเรื่องจิตใจ เรื่องการเมือง ทุกคนจะช่วยต่อยอดบทสนทนากัน เป็นเสน่ห์แบบนึงที่ไม่ค่อยได้เจอบ่อยครับ”

 

หมายความว่า Flow’s Table ไม่ได้คุยเรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว

แมค : “ไม่จำกัดครับ ก่อนนัดทานข้าวเราจะทำการบ้านมาก่อนว่าความสนใจของแต่ละคนเป็นยังไง อย่างพี่มี่เน้นการลงทุน บางทีเราก็รวมคนที่สนใจคริปโต หรือการทำ Option Strategy ไว้ด้วยได้”

 

ทิน : “มันคือการชวนคนที่มีความเชื่อมโยงกัน เราไม่ได้คุยแค่เรื่องธุรกิจ เรายังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ อยากให้คนคอนเนคกันในแบบที่เป็นตัวเขาจริง ๆ ตอนแรกคอมมูนิตี้ของเราแค่อยากเรียนรู้ แต่พอเติบโตไป เราเห็นศักยภาพว่ามันเป็นพื้นที่ให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีความฝัน อยากสร้างธุรกิจมารวมตัวกัน แล้วเราก็รวมเน็ตเวิร์กของคนที่มีความรู้พร้อมแชร์ พร้อมสร้างความหวังและอนาคต มาแลกเปลี่ยนพลังงานกัน”

 

พอไม่มี Agenda ผู้คนบนโต๊ะมักจะเริ่มบทสนทนาอย่างไร

แมค : “ช่วงแรกชวน Small Talk ก่อน ดีที่พี่มี่คุยเก่ง เป็นนักลงทุนที่ต้องสังเกตธุรกิจเยอะ ๆ เขาเลยมีเรื่องเล่าเยอะ แต่ก่อนชวนมา เราก็ต้องดูก่อนว่านิสัยเขาเป็นยังไง อาชีพต่างกันไหม ซึ่งควรต่างกันหน่อย เพื่อให้บทสนทนาหลากหลาย แต่ถ้าต่างกันสุดขั้วไปก็ไม่ดี ผมคิดว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการเลือกคนเข้ามา เหมือนปรุงอาหารอย่างไรให้กลมกล่อม”

 

ทิน : “ถ้ามีคน 20 คนเข้ามา ก็จะมีการแนะนำตัวกันก่อน เราอาจจะโยนคำถามไปให้เขาแสดงออกได้มากขึ้น อย่างคนในวงที่มีความสนใจคล้าย ๆ กัน ก็จะมีคำถามขึ้นมาอีก”

 

แมค : “บางที 4-5 ชั่วโมงเราเตรียมมาไม่เกิน 5 คำถาม เราเชื่อเรื่องความหลากหลายในวงสนทนา เวลาชวนเราไม่เคยเดินไปบอกว่า ‘มาช่วยทำงานหน่อย’ แต่เราเชื่อเรื่องการทำความรู้จักในฐานะบุคคลก่อน ดูว่าพลังงานเขาเป็นยังไง คุยแล้วคลิกไหม แล้วค่อยชวนมา หลาย ๆ คนเป็นเพื่อนสนิทกันอยู่แล้ว”

 

“ผมเป็นจุดร่วมจุดแรก ผมชอบดูฟุตบอลและคิดว่าถ้าเราทำทีมขึ้นมา แต่ละคนจะเล่นร่วมกันยังไง ทำอย่างไรทำให้ทุกคนทำงานด้วยกันได้และแฮปปี้ ผมก็จะคอยดูว่าแต่ละคนนิสัยเป็นยังไง และจะประกอบเป็นรูปร่างยังไงต่อไป”

 

ทิน : “จากทานข้าวเฉย ๆ ก็เริ่มไปทำกิจกรรมด้วยกัน ไปงานสัมมนา เรียนคอร์ส เริ่มจัดอีเวนต์ มี Company Visit คนที่อยากมาก็มีเยอะขึ้น ทุกการเดินทางคือการทดลองของเราครับ”

 

ช่วงแรกที่จัด Flow’s Table เป็นอย่างไรบ้าง

แมค : “ครั้งแรกตื่นเต้นมาก (หัวเราะ) เพราะพี่มี่เป็นไอดอลในวงการลงทุน ช่วงโควิดผมตกงาน นั่งเล่นหุ้นอยู่บ้าน หาความรู้ในยูทูปแล้วเจอพี่มี่ การได้มาทานข้าวกับเขามันเหมือนเจอดาราที่เราชอบ ตื่นเต้นและกลัวว่าเขามาแล้วจะเสียเวลาไหม แต่พอเจอแล้วฟูลฟิลมาก เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก เรียกได้ว่าเป็น Wisdom ครับ เราหาอ่าน Insight ได้ แต่ Wisdom มันผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว บางทีข้อความเดียวกัน แต่ฟังเขาพูดตรงหน้า ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน มันเชื่อมโยงกับเรามากกว่า”

 

การมีพื้นที่แบบ Flow’s Table สำคัญกับวงการธุรกิจอย่างไร

ทิน : “สำคัญมาก ยิ่งในยุคที่ AI ถาโถม สิ่งที่ยังมีคุณค่าคือการที่เราสามารถรวมตัวกัน ช่วยเหลือกัน และเติบโตไปด้วยกันได้ เน็ตเวิร์กและความไว้ใจมันซื้อไม่ได้ และสิ่งนี้ช่วยสนับสนุนทั้งด้านการงานและจิตใจ แต่ละคนก็กำลังอยู่คนละสเตจ คำว่า Wisdom บางทีมันช่วยกระตุกความคิดเราให้กลับไปพัฒนาต่อได้”

 

แมค : “มีกองทุนชื่อ SoftBank ผู้ก่อตั้งชื่อ มาซาโยชิ ซัน เขาเคยคาดการณ์ว่าโลกในแต่ละทศวรรษจะเป็นยังไง เขาก็ทำนายถึงการมาของ AI ผมก็ลองคิดต่อว่าแล้วอะไรจะมาหลังจากนั้น AI มันพัฒนาทุกวัน แต่ละเจ้ามีโมเดลใหม่ ๆ ออกมาแข่งกัน มันยากมากที่เราจะพัฒนาให้ทัน AI ผมเชื่อว่ามันจะเกิดความเครียดสะสมมหาศาลจากการตกงาน หรือความรู้สึกที่ว่าเราไม่สำคัญเหมือนเดิม จิตใจคนจึงเป็นเรื่องสำคัญ และหนึ่งในแกนที่ทำให้จิตใจคนแข็งแรงคือเรื่องความสัมพันธ์”

 

“ผมว่าการมีเงินเป็นเรื่องดี แต่การมีผู้คนที่ดีเป็นเพื่อนกันจริง ๆ มันก็สำคัญมาก ทีมเราไม่ได้แค่คุยเรื่องงาน แต่เราไปเที่ยว ไปออกกำลังกายด้วยกัน ต่อให้วันหนึ่งเราเลิกทำสิ่งนี้ แต่ 11 คนที่อยู่ด้วยกันตอนนี้ก็ยังเหมือนเป็นครอบครัวที่คอยช่วยเหลือกัน”

 

ริว : “ผมคิดว่าเป็นเรื่อง Human Touch ด้วย ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ ถ้ามองจริง ๆ เราไม่ได้ถูกสร้างให้มาเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักร เราต้องรักษาสุขภาพจิตของเรา ไม่ว่าจะพัฒนาตัวเองหรือทำธุรกิจ สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพจิตของตัวเอง วงสนทนาของเราเป็นเหมือนจุดพักใจ แขกของเรามีตั้งแต่อายุ 25 ไปจนถึงพี่ ๆ อายุ 50 เราสามารถเปิดเผยความคิดได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน ทุกคนเคารพความคิดเห็นกัน”

 

แมค : “เรามีอีกวงที่คุยเรื่อง Mental Wellness โดยเฉพาะ ชื่อ Overflow”

 

กัน : “คอนเซปต์คล้าย ๆ Flow’s Table เป็นวงให้คนมานั่งคุยกันแบบไม่มี Agenda ธีมจะเป็นเรื่อง Mental Health, Wellness และ Spirituality วงนี้เกิดจากความรู้สึกที่ว่าคนเราไม่ค่อยคุยกันเรื่องจิตใจหรือเรื่องอะไรที่ลึก ถ้าเป็นวงการธุรกิจ เราไม่ค่อยได้คุยเรื่องนี้กันเลย ถ้ามีพื้นที่ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยในการคุยเรื่องนี้ก็คงดี พอพี่แมคลองทำครั้งแรก ปรากฏว่าทุกคนชอบมาก ทำให้รู้ว่าคนในสายธุรกิจ ทั้งเด็กรุ่นใหม่ หรือพี่ ๆ เขาไม่ได้มีพื้นที่ให้คุยเรื่องนี้เลย”

 

“เราไม่ได้แสดงตัวเป็นนักบำบัด แต่ตอนนี้ใครกังวลเรื่องอะไรอยู่ก็มาแชร์กัน เป็นเหมือนเป็น Support Group กลายเป็นว่าทุกคนออกไปสู้กับเป้าหมายของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น”

 

แมค : “เราเองอยากให้คอมมูนิตี้นี้ไม่ได้คุยแค่เรื่องธุรกิจ แต่อยากให้คุยเรื่องชีวิต เราคิดว่าเรื่องชีวิตสำคัญกว่าด้วยซ้ำ บางทีเป็นเรื่องเซนซิทีฟ เราก็ไม่ค่อยเล่าลงเพจเพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล เราเชื่อในเรื่องคอมมูนิตี้ เชื่อเรื่องคน และเชื่อว่าแต่ละคนมีบทเรียนที่ไม่เหมือนกัน บทเรียนที่คนหนึ่งเจออาจจะไม่ได้สะท้อนกับทุกคน แต่บางทีเขาฟังแล้วอาจจะได้แรงบันดาลใจแล้วนำไปปรับใช้กับตัวเองได้ แค่นี้ก็เป็นประโยชน์แล้ว”

 

อยากให้เล่าถึงประสบการณ์ดี ๆ ที่ได้จากวงสนทนานี้

กัน : “น่าจะเป็นเรื่องที่เปิดโลกมาก ปีที่แล้วได้รู้จักเรื่องพลังงาน ตอนเรียนเวลามาเจอกันก็คุยแต่เรื่องธุรกิจ เรื่องทำงาน การพัฒนาตัวเอง ทำยังไงให้โปรดักทีฟ ค่อนข้างมีกรอบตรรกะชัดเจน พอได้มาคุยเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับกันมาก หลังจากนั้นก็เข้ามาศึกษาแล้วรู้สึกอินมากขึ้น ทำให้เปลี่ยนจาก Corporate Girl มาอินเรื่องการพัฒนาจิตใจตัวเองมากขึ้น”

 

แมค : “Flow’s Table เราจะให้ Input เยอะมาก แต่ในมุมกลับกัน ถ้าเราไม่กลับมาดูแลจิตใจตัวเอง บางทีเราไม่สามารถกลั่นกรอง Insight ออกมาได้มากพอ การรับข้อมูลเยอะไปก็โอเวอร์โหลด จริง ๆ ควรมีพื้นที่ให้รู้สึกว่ามีเวลาอยู่กับตัวเอง ฉันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ฉันพร้อมหรือไม่พร้อม สุดท้ายเราอยากเป็น Ecosystem ที่มีทุกอย่าง ทั้งชีวิต การงาน การเงิน จิตใจ หรือแม้กระทั่งความบันเทิงในอนาคต” (หัวเราะ)

 

ทิน : “ทินเป็นคนที่ใช้ชีวิตเป๊ะมาก ไล่ตามแผนที่วางไว้ และเช็ก Milestone ตลอด ด้วยความโชคดีก็ได้ไปถึงจุดที่อยากทำตั้งแต่วัยเด็ก ได้ไปอยู่กับผู้บริหารระดับสูงในองค์กรขนาดใหญ่ ชีวิตมันก็เหมือนจะดีที่เราได้ทำสิ่งนี้ แต่สิ่งที่ไปได้ไม่สุดคือเรื่องจิตใจ มันมีบางอย่างยังไม่ได้รับการเติมเต็ม พอมาเจอวงสนทนาในลักษณะนี้ เปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้เรา แทนที่จะใช้แต่หัวคิดวางแผน ลองปล่อยให้ Agenda โล่ง กลายเป็นว่าเจอทางใหม่ ๆ เหมือนเป็นทางด่วนเลย เราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ สนุกกับชีวิตมากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ผ่านมาไม่กล้าทำ เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายใน ภายนอก เรามีความสุขและยิ้มมากขึ้น”

 

กัน : “ผลพลอยได้จากการมีสิ่งนี้คือทุก ๆ 2-3 เดือนจะมีคนลาออกเยอะมาก (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้บอกให้ทุกคนไปลาออกนะ แค่มันทำให้ทุกคนรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าอยากไปทางไหนต่อ”

 

แมค : “มันอินสไปร์ด้วย บางทีหลังจากแลกเปลี่ยนกัน เขาก็เพิ่งรู้จากพี่ ๆ เพื่อน ๆ ว่ามีเส้นทางนี้ ที่นี่เราเชื่อว่าทุกคนมีค่าเท่ากัน และเชื่อว่าต่างฝ่ายต่างมอบสิ่งดี ๆ ให้กัน พี่ๆ ก็มีประสบการณ์มาถ่ายทอดได้ ส่วนน้อง ๆ ก็มีประสบการณ์บางอย่างที่ถ่ายทอดได้เช่นกัน เวลาพี่ ๆ มาแชร์เขารู้สึกดีนะ เพราะมีคนที่ตั้งใจฟังเขา หลายคนเริ่มอยากเรียนรู้จาก Gen ใหม่ เพราะเด็กโตมากับเทคโนโลยี เลยเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน”

 

ริว : “ผมติดตามพี่มี่มานานและได้มุมมองด้านการลงทุนเยอะมาก อย่างเรื่องราวของ Trip.com ตอนที่รัฐบาลจีนออกกฎเข้มงวดทำให้หุ้นก็ร่วงลงมา 25-27% แต่พี่มี่เขามองว่าเป็นโอกาส เพราะเขาเคยโตจากวิกฤติ เขาบอกผมว่าวิกฤตระดับบริษัทมีได้ทุกปี เป็นโอกาสในการลงทุน ช่วงโควิดทุกคนมองว่าการท่องเที่ยวปิดหมด แต่เขากลับลงทุนในธุรกิจขนส่งทางเรือ Trip.com ก็เหมือนกัน เขาถามคำเดียวเลยว่า เวลาพวกเราจะจองโรงแรม เราจะหา Best Deal ไหม ซึ่ง Trip.com ตอบโจทย์ตรงนั้น คนจีนส่วนใหญ่ก็ยังใช้อยู่ เขาแค่จับสัญญาณว่ามันยังอยู่ในเทรนด์ ไม่กระทบธุรกิจ ทำให้เราได้มุมมองอีกระดับเลย”

 

ยุจัง : “เราเป็นหมอ ไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องการทำธุรกิจเลย แต่ก็มีไปเข้าคอร์สเรียนเรื่อง Mindset เรื่องธุรกิจบ้าง เพราะคิดอยากเริ่มทำธุรกิจ แต่ที่นี่ต่างออกไป ตอนแรกก็เกร็ง แต่พอมาถึงมันไม่ใช่การคุยธุรกิจทั้งหมด เป็นการแชร์ประสบการณ์มากกว่า อย่างพี่มี่จะรู้เรื่องประเทศจีนเยอะ เขาก็จะเล่าเรื่องที่เคยไปเจอมา พี่อีกคนเป็นนักลงทุนเกี่ยวกับ HealthTech ในต่างประเทศ ขนาดเราอยู่ในวงการแพทย์ เรายังไม่เคยรู้เรื่องที่เขาเล่าเลย มันเป็นเรื่องที่หาฟังจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารใน YouTube ไม่ได้ พอเจอคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านจริง ๆ มาแชร์ให้ฟัง มันช่วยเปิดโลก”

 

เจนนี่ : “นอกจากได้ความรู้ ยังได้รู้จักตัวตนของเขามากขึ้น ทั้งวิธีการใช้ชีวิตและความคิด หลาย ๆ ครั้งเขาก็จะแชร์ในสิ่งที่ไม่เคยแชร์ในสาธารณะมาก่อน”

 

ความท้าทายของการทำ Flow’s Table คืออะไร

เจนนี่ : “รู้สึกเอ็นจอยมาก ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เราก็พยายามทำให้หลาย ๆ อย่างมันเป็นไปได้ แต่เราก็รู้สึกว่าต้องบริหารความคาดหวังว่าแขกรับเชิญของเราจะพอใจหรือได้สิ่งที่เขาอยากได้ไหม”

 

กัน : “ความท้าทายเป็นเรื่องคน ตอนแรกเราไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการเลือกคนขนาดนั้น แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องเคมีของคนสำคัญมาก หรือแม้กระทั่งเรื่องที่นั่ง พอเป็นโต๊ะที่ยาวมาก ๆ มีที่นั่งเกือบ 20 ที่ คนที่นั่งตรงข้ามของแต่ละคนควรเป็นใคร เขามี Mutual Connection ร่วมกันไหม เป็นความท้าทายค่ะ เราลองผิดลองถูก จัดรูปแบบเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความโฟลวมากที่สุด”

 

ยุจัง : “เราเชิญทุกคนมาก็อยากให้ทุกคนเต็มอิ่ม บางทีมองจากภายนอก ไม่ได้ไปถามเขาตรง ๆ ก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดยังไง แต่ถ้าไปถามก็กลัวเขาตอบแบบเกรงใจ ส่วนใหญ่จะใช้การสังเกต”

 

แมค : “ผมเคยเรียนคลาส Design Thinking ของพี่ต้อง กวีวุฒิ ผู้บริหาร SCB 10X เกี่ยวกับกระบวนการคิดหากต้องสร้างของใหม่ขึ้นมา ข้อแรกต้องมี Empathy เข้าใจทุกคนว่าเขาเป็นใคร อยากได้อะไร ข้อสองคือทดลองทำเป็น Prototype ถ้าครั้งนี้เราจัด 15 คน ครั้งหน้าลองเปลี่ยนเป็น 20 คน สัดส่วนคนในวงเป็นเท่าไหร่ อาชีพเป็นยังไง มีนักลงทุนเยอะ ๆ ทั้งหุ้น คริปโต กองทุนหรือเปล่า ทดลองไปเรื่อย ๆ เพื่อให้รู้ว่าแบบไหนเวิร์กที่สุด เราต้องเปิดพื้นที่ไว้ทดลองอะไรใหม่ ๆ ถ้าไม่ลองก็จะไม่โต”

 

“ตอนทำคอมมูนิตี้ครั้งแรก ๆ สิ่งที่ยากที่สุดคือการชวนคน เพราะเราเป็น No One เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่อยากเรียนรู้ แต่พี่ ๆ เขาเป็น Someone เป็นเบอร์ต้น ๆ ของวงการ ทำไมเขาถึงมา เขาถึงยอมสละเวลามาวงนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้เยอะมาก ทำให้ผมเป็นคนไม่อายที่จะต้องพูด เพราะพูดบ่อยมาก มันต้องพูด ต้องขาย หลังๆ ก็รู้สึกไม่เป็นปัญหาเลยในการต้องไปพรีเซนต์”

 

ทิน : “ความท้าทายตอนนี้คือการทำให้สเกลโตพอที่จะรองรับคนที่อยากเข้ามาร่วมคอมมูนิตี้ครับ ในหน้าแฟนเพจ มีคนทักมาเต็มเลย ทั้งเด็กรุ่นใหม่ ทั้งผู้ใหญ่ โจทย์คือจะสร้างแพลตฟอร์มอย่างไรให้คนเข้ามาแบ่งปันและเรียนรู้ด้วยกันได้ นี่คือเรื่องยากที่สุดที่เรากำลังเวิร์กกันอยู่”

 

แมค : “ตอนนี้ยังเป็น Side Project อยู่ ทุกคนก็มีงานประจำ การแบ่งเวลามาทำไม่ง่าย ผมอยากให้มันจริงจังมากขึ้น อยากมีศักยภาพที่จะส่งต่อคุณค่าดี ๆ ให้กับตัวเราเองและคนอื่นได้ เราอยากขยายอิมแพ็กอย่างที่บอกไป ทุกวันนี้ขนาดวงประมาณนี้ทุกคนแฮปปี้ ถ้าใหญ่ขึ้นจะต้องเป็นรูปแบบไหน เพราะนัดกินข้าวแค่ 20 คนก็เยอะมากแล้ว”

 

“เรายังเปิดรับพาร์ตเนอร์เข้ามาช่วยสร้างสรรค์กิจกรรมอยู่อีกเยอะ สำหรับผมเรื่องทีมสำคัญสุด ถ้าทีมแฮปปี้ เราก็จะช่วยกันสร้างสิ่งที่สนุก ๆ ออกมาได้ ถ้าทีมไม่แฮปปี้ก็จะทำแบบเซ็ง ๆ เบื่อ ๆ สิ่งที่ออกมาจะไม่ดี ดังนั้นเราลงทุนจากคนใกล้ตัวก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายไป ถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อมก็ไม่อยากรีบเร่งจนเกินไป รอจังหวะที่เหมาะสมกับทุกอย่าง”

 

เราอาจจะรู้จากมุมของรุ่นน้องแล้ว ส่วนมุมของรุ่นพี่อย่างพี่เจ็กกี้เป็นอย่างไร

เจ็กกี้ : “ได้เห็นว่าน้อง ๆ เขาแอกทีฟกันมาก ย้อนกลับไปตอนที่เราอายุประมาณนี้ การเข้าถึงความรู้ เข้าถึงผู้ใหญ่ยังน้อยกว่านี้ ถ้าเราได้สื่อสารกับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่จะแบ่งปันความรู้ในตอนที่อายุยังน้อย ชีวิตเราอาจจะเดินในทางที่รอบคอบกว่านี้ ตอนนั้นใช้หมัดเมาเหมือนกัน” (หัวเราะ)

 

“พอมี Social Media เด็กรุ่นใหม่เขาแอกทีฟขึ้น เข้าถึงความรู้เยอะ ความรู้หลายอย่างถ้าคุณเข้าถึงช้าคุณเสียเปรียบเยอะ ตอนนี้ความรู้แทบจะเป็นมาตรฐานเดียวกันแล้ว ถ้าคุณมีก็เท่ากับตลาด มีโอกาสซื้อตั๋วใบที่จะเพิ่มโอกาสให้ไปลุ้นว่าคุณจะประสบความสำเร็จไหม แต่ถ้าไม่มีก็อยู่ยาก อาศัยดวงอย่างเดียวมันไปไม่ได้ไง”

 

แมค : “แต่ละครั้งที่พี่มา พี่รู้สึกยังไงกับคอมมูนิตี้นี้  มันแตกต่างออกไปไหม”

 

เจ็กกี้ : “ก็เห็นว่าเขาพยายามจะเชิญคนให้วาไรตี้ขึ้น และเป็นสเปเชียลลิสต์ในแต่ละด้าน มันอยู่ที่ว่าเรามีอะไรจะไปคอนเนคกับเขา ธุรกิจมันต้องอยู่ที่ว่าเรามีอะไรที่จะไปเชื่อมกับเขาด้วย มันเป็นสังคมที่เพิ่งก่อตัวและเริ่มแข็งแรงขึ้น มีสื่อ มีคุณหมอ สายคริปโต โหราศาสตร์ นักลงทุน นักธุรกิจก็เยอะ เด็กรุ่นใหม่เขารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเขาได้เร็วที่สุดคือธุรกิจ แต่หลังจากธุรกิจมาแล้ว เงินเก็บเยอะทำอะไรต่อ ก็จะเริ่มรู้ว่าต้องไปลงทุน”

 

น่าจะดีถ้าวงของ Flow’s Table ได้ขยายออกไป

แมค : “ใช่ แต่ก็อย่างที่บอกคือเรื่องคุณภาพ และเรื่องสเกลว่าเรารองรับไหวแค่ไหน จริง ๆ ผมว่าทุกคนอยากขยายอยู่แล้ว แค่ดูว่าจังหวะไหนที่พร้อมและเหมาะ”

 

ทิน : “ในอนาคตอาจจะขยายได้ 2 แกน คือ เชิงปริมาณ ทำให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น มีกิจกรรมใหม่ที่หลากหลายกว้างขวางมากขึ้น และเชิงคุณภาพ หมายความว่า จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนที่เข้ามาได้ยังไง จะเกิดอิมแพ็กอะไร เช่น มีการร่วมมือกัน เกิดเป็นดีล เกิดเป็นพาร์ตเนอร์ เกิดการทรานส์ฟอร์เมชันแบบที่ทุกคนเล่า ผมว่าสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพที่พี่แมคเน้นย้ำ แล้วเราก็อยากให้เกิดขึ้นตลอด”

 

แมค : “ถ้าใครอ่านบทความแล้วอยาก Partnership ก็ติดต่อมาได้ เรามองหาพาร์ตเนอร์หลายแนว เราเคยคิดอยากทำช่องสัมภาษณ์ธุรกิจสั้น ๆ ให้เข้าใจง่าย ถ้ามีช่องไหนทำอยู่แล้วอยากมาพาร์ตเนอร์กันได้ หรือพาร์ตเนอร์จัดอีเวนต์ มีคนติดต่อเข้ามาเยอะและเราก็อยากจะทำมาก ๆ หลักของเราคือการทดลองอะไรใหม่ ๆ มันไม่ได้ยากเกินไป ทางเราก็อยากทดลองอยู่แล้วว่าจะออกมาหน้าตาประมาณไหน”

 

เรื่องไหนที่คนมักเข้าใจผิดบ่อย ๆ เกี่ยวกับ Flow’s Table

แมค : “สมัยแรกมีคนถามนะว่าคุยไปทำไม ไปขอโพยหุ้นเขาใช่ไหม หวังผลประโยชน์อะไรจากเขา ทำเพราะจะเอาเงินเยอะ ๆ เหรอ สมัยก่อนผมไม่ได้เปิดเพจ เพิ่งเปิดเพจมาได้แค่ 3 เดือนนี้เอง ที่เราเปิดเพจเพราะรู้สึกว่ามันมี Wisdom เยอะ มีความรู้เยอะ”

 

กัน : “อีกเรื่องที่เข้าใจผิดบ่อย มีแต่คนถามว่า Flow’s Table อยู่ตรงไหน เปิดร้านอาหารเหรอ” (หัวเราะ)

 

แมค : “ร้านอาหารคล้าย ๆ Chef Table อาจจะเป็นไปได้ในอนาคต เราอาจจะเปิดร้านของตัวเองถ้ามีตังค์ สปอนเซอร์ก็เข้าได้ครับ”

 

แขกรับเชิญเริ่มทยอยมาจนทำให้ห้องโถงแคบลงถนัดตา บทสนทนาไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ แต่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ใครหลายคนคงได้มุมมองดี ๆ เป็นของฝากกลับบ้าน

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...