

มนุษย์เงินเดือนมี ‘ประกันกลุ่ม’ อย่างเดียวไม่พอ ! เผย 3 เหตุผลที่ต้องซื้อ ‘ประกันสุขภาพ’ เพิ่ม
Wealth / Money
29 Jan 2026 - 3 mins read
Wealth / Money
SHARE
29 Jan 2026 - 3 mins read
รู้หรือไม่ ? คนทำงานส่วนใหญ่ ไม่มีประกันสุขภาพ
ความจริงที่น่าตกใจนี้ ยืนยันได้ด้วยข้อมูลสถิติจากสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ซึ่งระบุว่าในปี พ.ศ. 2567 มีจำนวนผู้ประกันตนที่ทำประกันสุขภาพเพียง 6.78% อธิบายอย่างเข้าใจง่ายที่สุดและให้เห็นภาพชัดเจนก็คือ ในจำนวนคนทำงานทั้งหมด 100 คน มีแค่ 6 คนเท่านั้นที่ทำ ‘ประกันสุขภาพส่วนตัว’ เพิ่มเติมจากประกันสังคม และประกันกลุ่มของบริษัท
สำหรับเหตุผลที่ทำให้คนทำงานส่วนมากไม่ได้สนใจทำประกันสุขภาพ เพราะหลายคนคิดว่าร่างกายของตัวเองยังแข็งแรงดีอยู่ ที่ผ่านมาโหมงานหนักแค่ไหนก็ไม่เคยล้มป่วยง่าย ๆ หรือต่อให้ไม่สบายถึงขั้นต้องไปโรงพยาบาล ก็มีสวัสดิการรักษาพยาบาลจากประกันกลุ่มของบริษัทที่ใช้ได้
แต่ในความเป็นจริง ความชะล่าใจของคนทำงานที่หวังพึ่งประกันกลุ่มของบริษัทเพียงอย่างเดียว กลับกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพการเงินโดยไม่รู้ตัว
LIVE TO LIFE จึงอยากชวนคนทำงานที่ยังไม่มีประกันสุขภาพมาหาคำตอบร่วมกันว่า มีประกันกลุ่มแล้ว ทำไมต้องทำประกันสุขภาพเพิ่ม ? เพราะไม่เพียงช่วยให้คนทำงานเข้าใจความสำคัญและความจำเป็นของประกันสุขภาพ แต่ยังช่วยให้วางแผนเลือกทำประกันสุขภาพได้ตรงตามความเสี่ยงในที่อาจเกิดขึ้นกับคนทำงานได้ทุกเมื่อ
ทำไมแค่มี ‘ประกันกลุ่ม’ ถึงไม่เพียงพอ ?
แม้ว่าการมีสวัสดิการจากบริษัทจะเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่ดี แต่ก็มีข้อจำกัดที่เยอะมาก ๆ ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของประกันกลุ่มคือ วงเงินจำกัด ซึ่งอาจให้ความคุ้มครองไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน
โดยปกติแล้ววงเงินของประกันกลุ่มมักจะถูกจำกัดด้วยเพดานค่าห้องหรือค่าแพทย์ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อของค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุกปี หากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงหรือต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ วงเงินของประกันกลุ่มที่บริษัทกำหนดไว้ให้อาจไม่ครอบคลุมการรักษาส่วนนี้ ทำให้คนทำงานต้องควักเงินก้อนใหญ่ที่เก็บไว้ออกมาจ่ายส่วนต่างเอง เรียกว่านอนโรงพยาบาลครั้งเดียวอาจกลายเป็นวิกฤตทางการเงินที่ไม่ได้เตรียมใจรับมือไว้
เหตุผลต่อมาที่มองข้ามไม่ได้คือ ความไม่แน่นอนของสถานะพนักงาน เพราะประกันกลุ่มเป็น ประกันติดโต๊ะ หรือเป็นสวัสดิการที่ผูกติดอยู่กับสถานะพนักงาน หมายความว่า หากวันหนึ่งวันใดที่ตัดสินใจลาออก ย้ายงาน หรือโชคร้ายถึงขั้นถูกเลิกจ้าง ความคุ้มครองของประกันกลุ่มจะสิ้นสุดลงทันที
โดยเฉพาะคนทำงานที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ คนที่เกิดล้มป่วยในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนงานหรือว่างงาน รวมถึงคนทำงานในวันใกล้เกษียณอายุที่เสี่ยงเจ็บป่วยง่าย มีโรคส่วนตัวเรื้อรัง หรือสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเป็นทุนเดิม จึงเป็นกลุ่มคนทำงานที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าใคร ต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองเต็มจำนวน เพราะไม่มีประกันกลุ่มให้ใช้อีกต่อไป
การหวังพึ่งเพียงสวัสดิการประกันกลุ่มจากบริษัทเพียงอย่างเดียว เปรียบเหมือนการยืมร่มของคนอื่นมาถือไว้ในวันที่แดดจัดหรือฝนตกหนัก โดยไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เจ้าของร่มจะดึงร่มคืนไปเมื่อไหร่ เพราะอำนาจการตัดสินใจผูกขาดอยู่กับบริษัท บริษัทเป็นฝ่ายเลือกแผนประกันกลุ่มให้เป็นไปตามงบประมาณขององค์กรในแต่ละปี เท่ากับว่าปีต่อไป สวัสดิการอาจเปลี่ยนแปลงหรือบริษัทอาจเปลี่ยนไปใช้รูปแบบประกันกลุ่มที่มีคุ้มครองน้อยลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่คนทำงานได้แต่ก้มหน้ายอมรับ ประกันสุขภาพส่วนตัวจึงเป็นหลักประกันที่มั่นคงกว่า เพราะจะคอยดูแลตัวเราไปได้ตลอดตราบเท่าที่ยังถือกรมธรรม์ไว้ โดยไม่ได้สนใจหน้าที่การงานใด ๆ
นอกจากเรื่องวงเงินและสถานะงานแล้ว เงื่อนไขด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย คืออีกหนึ่งเหตุผลที่คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจอย่างที่ควรจะเป็น หลายคนรอให้ถึงวันที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนหรือตรวจพบโรคร้ายก่อนจึงค่อยคิดทำประกันสุขภาพ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประกันสุขภาพจะไม่คุ้มครองโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่คนทำงานเป็นมาก่อน หากรอจนสุขภาพทรุดโทรม จะยิ่งทำประกันสุขภาพส่วนตัวในภายหลังได้ยากขึ้นหรืออาจถูกปฏิเสธ การทำประกันสุขภาพตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรงควบคู่ไปกับการใช้สวัสดิการประกันกลุ่มจึงเป็นหนทางที่ช่วยให้คนทำงานหายห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลและความคุ้มครองอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทำงานในอนาคต
ทำไมต้องทำ ‘ประกันสุขภาพ’ เพิ่ม ?
เพราะสุขภาพเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ความคุ้มครองของประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการแบบเหมาโหลเหมือนกันทั้งองค์กร จึงไม่ได้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความเสี่ยงเฉพาะตัวของคนทำงาน
การทำประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มเติมจะช่วยให้ทุกคนสามารถ เลือกความคุ้มครองและออกแบบการรักษาได้ตามความต้องการ เช่น เน้นความคุ้มครองโรคร้ายแรงที่กังวลเป็นพิเศษ หรือเลือกรักษาโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อความสะดวก
การบริหารความเสี่ยงด้วยการจับคู่สวัสดิการบริษัทเข้ากับประกันสุขภาพส่วนตัว จึงเป็นการวางแผนชีวิตและวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาดเพื่อให้คนทำงานใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานได้อย่างอุ่นใจและมั่นคงควบคู่กันได้
สำหรับเหตุผลที่ทำให้การทำประกันสุขภาพเป็นวิธีวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาด เพราะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือโอนย้ายความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่งมีข้อดีและประโยชน์ที่คนทำส่วนใหญ่อาจคิดไม่ถึง ดังนี้
1. ตัวช่วยเติมส่วนเกิน (Top-up) การเงินไม่สะดุด
ข้อดีของการมีประกันสุขภาพส่วนตัวเพิ่มจากประกันกลุ่ม คือ เปลี่ยนค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับค่ารักษาเป็นการเติมความคุ้มครองให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะสามารถใช้ประกันส่วนตัวมาช่วยอุดช่องว่างค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่ประกันกลุ่มซึ่งมีวงเงินจำกัดจ่ายไม่ถึง เช่น หากต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด 50,000 บาท ประกันกลุ่มจ่ายให้ 20,000 บาท อีก 30,000 บาทที่เหลือ ประกันสุขภาพส่วนตัวจะเข้ามาทำหน้าที่จ่ายแทน ทำให้คนทำงานไม่ต้องเสียเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว
2. ให้เงินชดเชยรายวัน รายได้ไม่ขาดหายขณะป่วย
สำหรับคนที่ต้องทำงานเพื่อแลกกับรายได้รายวัน ช่วงเวลาที่นอนโรงพยาบาลยาว ๆ ย่อมกระทบกับรายได้โดยตรง เพราะวันที่มาทำงานไม่ได้ เท่ากับรายได้ที่ขาดหายไป โดยเฉพาะคนทำงานที่เคยลาป่วยจนเต็มโควตาแล้ว หากเจ็บไข้ได้ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมาจะยิ่งแย่ เพราะประกันกลุ่มส่วนมากไม่มีความคุ้มครองชดเชยรายวัน แต่ประกันสุขภาพที่มีแผนเงินชดเชยรายวันชัดเจน จะช่วยเยียวยาจุดนี้ได้ ทำให้คนทำงานมีรายได้ทุกวันแม้ไม่ได้ทำงาน
3. ออกแบบแผนที่ใช่ตามไลฟ์สไตล์ที่ชอบและตรงความเสี่ยง
ประกันสุขภาพส่วนตัวให้สิทธิ์ออกแบบความคุ้มครองได้ตรงตามความต้องการ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะการเงินและเงื่อนไขสุขภาพ เช่น
- สายทำงานหนัก รายได้สูง เหมาะกับประกันสุขภาพแผนวงเงินรักษาสูงแบบเหมาจ่าย พร้อมเงินชดเชยสูง เพื่อความสะดวกสบายระดับพรีเมียม และป้องกันความเสียหายต่อรายได้
- สายเฮลตี้ สุขภาพดี ไม่ป่วยง่าย อาจเลือกประกันสุขภาพแผนที่เน้นคุ้มครองโรคร้ายแรง และวงเงินผู้ป่วยใน (IPD) สูง เพื่อกันไว้สำหรับกรณีเจ็บป่วยไม่คาดฝัน
- สายงบจำกัด แต่มองการณ์ไกล เลือกประกันสุขภาพที่มีความรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) ซึ่งจะทำให้เบี้ยฯ ถูกลง โดยเน้นใช้ประกันกลุ่มของบริษัทมาจ่ายในส่วนแรก
- สายป่วยจุกจิก ขี้กังวล เน้นประกันสุขภาพที่เสริมวงเงินผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่อครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและค่ายาโดยไม่ต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล
สำหรับคนทำงานที่อยากเป็นเจ้าของสุขภาพการเงินที่ดีควบคู่กับมีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต ลำพังการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี และมีสวัสดิการกลุ่มของบริษัทอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตไปตลอด เพราะยังขาดกลไกที่ทำหน้าที่จัดการความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน จึงควรวางแผนทำ ‘ประกันสุขภาพส่วนตัว’ อย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่มั่นคงทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพเงิน
LIVE TO LIFE ขอแนะนำประกันสุขภาพของไทยประกันชีวิต Health Fit DD เลือกรับความคุ้มครองครอบคลุม ทั้งกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก สมัครได้ถึงอายุ 80 ปี คุ้มครองยาวนาน ถึงอายุ 99 ปี ชำระเบี้ย ฯ หลักพัน* รับความคุ้มครองเหมาจ่าย สูงสุด 30 ล้านบาท* และสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี** เหมาะทั้งคนทำงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องการความคุ้มครองยามเจ็บป่วย
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
**สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
• ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
คลิกเพื่อดูวิดีโอสั้น
มีประกันกลุ่มแล้ว ทำไมต้องทำประกันสุขภาพเพิ่ม ?
อ้างอิง
- Thailand Insurance Research and Development. บทวิเคราะห์ประกันภัยสุขภาพและประกันสังคม. https://bit.ly/4sM5Jex
