‘ใช้แรงทำเงิน ให้เงินทำงาน’ แนวคิดพลิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนให้การเงินแข็งแรงและสร้างตัวได้

10 Apr 2026 - 5 mins read

Wealth / Money

Share

ทำงานหนักขึ้นทุกปี แต่ทำไมยังรู้สึกว่า “ชีวิตไม่มั่นคงขึ้นเลย”

 

LIVE TO LIFE เชื่อว่านี่คือคำถามที่คนทำงานหลายคนน่าจะเคยถามตัวเอง เพราะภาพจำของความสำเร็จในปัจจุบันที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

ภาพจำของความสำเร็จในอดีตอาจหมายถึงการเรียนจบสูง ๆ เข้าทำงานในบริษัทที่มั่นคง เพื่อเติบโตในหน้าที่การงานตามลำดับ แล้วเกษียณพร้อมเงินบำนาญก้อนใหญ่

 

ขณะที่ปัจจุบัน ค่าครองชีพกลับพุ่งทะยานเพราะเงินเฟ้อ สวนทางเพดานเงินเดือนที่ขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป รายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอให้คนทำงานได้สร้างเนื้อสร้างตัวอย่างที่ตั้งใจ หนทางที่ดีที่สุด จึงจำเป็นต้องปรับวิธีคิดและวางแผนการเงินส่วนบุคคลใหม่

 

เพราะความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่ หาเงินมาได้มากเท่าไหร่ ? แต่วัดกันที่ เหลือเงินมากเท่าไหร่ ? และ เงินที่เหลืออยู่นั้น นำไปต่อยอดความมั่งคั่งให้ได้มากแค่ไหน ?

 

LIVE TO LIFE ชวนทุกคนที่อยากเป็นเจ้าของความมั่งคั่ง เจาะลึกแนวคิด ‘ใช้แรงทำเงิน ให้เงินทำงาน’ และรีเซตระบบการเงินของตัวเองใหม่ เพื่อพลิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนให้การเงินงอกเงย แข็งแรง และสร้างตัวได้

 

 

ใช้แรงทำเงิน

ปลูกต้นไม้การเงินและบ่มเพาะรากฐานให้แข็งแรง

ทุกคนอยากรวย อยากมีเงินมาก ๆ และอยากมั่งคั่งไว ๆ แต่ความจริงข้อสำคัญที่คนทำงานต้องเข้าใจก่อนก็คือ ทุกความสำเร็จทางการเงิน ไม่มีทางลัด ต้องเริ่มจากการทำงานแลกเงินก่อนเสมอ เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ที่หวังกินผลในอนาคต สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งใจปลูกต้นกล้าและบ่มเพาะรากฐานให้ต้นไม้ต้นนี้เติบโตอย่างแข็งแรง ออกดอกออกผลให้เก็บกินได้ตลอดไป

 

‘ใช้แรงทำเงิน’ จึงเป็นขั้นตอนพื้นฐานสำหรับสร้างวินัยด้านการเงิน โดยใช้สินทรัพย์ที่ทุกคนมีติดตัว นั่นคือการเปลี่ยนแรงกายและสติปัญญาให้เป็น Active Income หรือเงินทุนที่คุ้มค่าและต่อยอดเป็นความมั่งคั่งต่อไปได้

 

แนวทางใช้แรงทำเงิน เพื่อสร้างรากฐานการเงินให้แข็งแรง แบ่งออกเป็น 3 ข้อสำคัญ ดังนี้

 

1. เก็บก่อนใช้ เข้าใจรูรั่วการเงินของตัวเอง

เริ่มต้นด้วยเคล็ดลับการเงินที่ทุกคนรู้ แต่น้อยคนนักจะทำสำเร็จ คือออมเงินอย่างสม่ำเสมอ เพราะคนทำงานส่วนใหญ่โฟกัส ‘รายจ่าย’ มากกว่าเงินออม ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ กลายเป็นสมการที่สะท้อนให้เห็นว่าคนทำงานจำนวนมากยังโฟกัสผิดจุด

 

รายได้ - รายจ่าย = เงินออม

 

ส่วนสมการที่ถูกต้องสำหรับแนวคิด ‘ใช้แรงทำเงิน’ ซึ่งเป็นก้าวแรกหรือกุญแจดอกแรกที่ทำให้คนทำงานมีเงินเก็บอย่างแน่นอน คือให้โฟกัสที่ ‘เงินออม’

 

รายได้ - เงินออม = รายจ่าย

 

โดยตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า หลังจากได้รับเงินเดือน จะแบ่งเงินออมทันทีเป็นจำนวนเท่าไหร่ ? เป็นการบังคับตัวเองให้มี ‘เงินทุน’ สำหรับการต่อยอดไปเป็น ‘ใช้เงินทำงาน’ ในอนาคต ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มคนทำงานที่มีรายจ่ายเยอะ หรือมีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลในฐานะเสาหลักของครอบครัว มีหนี้สินผูกมัดที่ต้องผ่อนจ่ายเป็นงวด แนะนำให้แบ่งเงินออมอย่างน้อย 10-20% จากเงินเดือน
  • กลุ่มคนทำงานที่ยังไม่มีรายจ่ายมาก หรือยังไม่มีภาระหนี้สินใด ๆ เช่น First Jobber คนทำงานที่เป็นโสด ยังไม่มีครอบครัว แนะนำให้แบ่งเงินออมอย่างน้อย 20-30% จากเงินเดือน

 

ประกอบกับจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด เปรียบเหมือนบันทึกสุขภาพการเงิน เพราะช่วยให้คนทำงานเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองทั้งรายวันและรายเดือน ซึ่งมักจะเป็นรูรั่วที่ทำให้คนส่วนใหญ่เก็บเงินไม่อยู่

ตัวอย่าง ก่อนหน้านี้ใช้จ่ายเงินอย่างอิสระ มีเงินเท่าไหร่ใช้จ่ายจนเหลือศูนย์ทุกเดือน แต่หลังจากจดบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นประจำกลับทำให้เห็นรูรั่วการเงิน

 

ทุกเดือนหมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างค่ากาแฟวันละหลายสิบบาท และค่าสมัครบริการสตรีมมิ่งที่ไม่ค่อยได้เปิดดู ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดออกหรือจำกัดให้อยู่ในงบประมาณที่เหมาะสมได้

 

ในทางกลับกันหากเปลี่ยนเงินจำนวนนี้เป็นเงินออมเพื่อลงทุนในทุก ๆ เดือน จะยิ่งเพิ่มความคุ้มค่าให้เงินที่ทำงานหามาได้มากขึ้น

 

2. จัดสรรเงินเป็นคือบันไดสู่ความมั่นคง

คนทำงานจำนวนมากประสบปัญหาเดือนชนเดือนเหมือนกัน เคยสงสัยไหมว่า ทั้ง ๆ ที่ได้ปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี หรือได้เงินเดือนเยอะขึ้นมากเพราะเปลี่ยนงานใหม่ ไม่ว่าจะมีเงินเดือนมากเท่าไหร่ แต่กลับไม่พอใช้สักที ?

 

หลายคนคิดว่า ยิ่งมีเงินเดือนเยอะ ก็น่าจะยิ่งมีเงินเก็บเยอะ แต่ชีวิตจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสาเหตุหลักเกิดจาก Lifestyle Inflation หรือ เงินเฟ้อจากการใช้ชีวิต เป็นหลุมพรางที่ทำให้คนทำงานใช้เงินตามใจ มีเท่าไหร่จึงใช้หมดไม่เหลือเก็บ

ตัวอย่าง เดิมได้เงินเดือน 30,000 บาท ทางบริษัทปรับเงินเดือนขึ้นให้ 10% เท่ากับได้เงินเดือนใหม่เป็น 33,000 บาท

 

จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมา 3,000 บาท ทำให้คนทำงานอยากให้รางวัลตัวเองเพื่อขยับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นตาม เช่น กินอาหารแพง ๆ ซื้อของแบรนด์เนมที่อยากได้ สิ่งที่ตามมาคือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่สูงขึ้น แต่ถ้าหารเฉลี่ยจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมา 3,000 บาท เท่ากับเพิ่มขึ้นเพียงวันละ 100 บาท ซึ่งยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายรายวัน หากไม่ได้วางแผนจัดสรรเงินเดือนอย่างรัดกุม จะยิ่งเสี่ยงใช้จ่ายเกินจำเป็นจนไม่เหลือเงินเก็บ

 

ส่วนวิธีจัดสรรเงินสำหรับคนทำงาน นั้นไม่มีสูตรสำเร็จหรือกฎเกณฑ์ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงินและเงื่อนไขในชีวิต หลายคนมักคุ้นเคยกับสูตรทั่วไปอย่าง สูตร 50-30-20 โดยแบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วน

  • 50% เป็นรายจ่ายที่จำเป็น (Needs) เช่น ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าน้ำ/ค่าไฟ
  • 30% เป็นรายจ่ายที่อยากได้ (Wants) เช่น ค่าเสื้อผ้า, ค่าท่องเที่ยว, ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง
  • 20% เป็นเงินออมและลงทุน (Savings) เช่น เงินออมฉุกเฉิน, เงินออมเพื่ออนาคต

 

แต่คนทำงานที่มีรายได้สูงและต้องการเก็บออมสูงตามไปด้วย แนะนำ สูตร 60-40 แบ่งเงินเดือนออกเป็น 2 ส่วน ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการใช้จ่ายกับการออม

  • 60% เป็นรายจ่ายทั้งหมด คุมรายจ่ายอย่างเคร่งครัดให้อยู่ภายในงบประมาณนี้
  • 40% เป็นเงินออม สำหรับคนที่มีภาระหนี้สินให้แบ่งสัดส่วนออกจากเงินออม ไม่ควรเกิน 30% เพื่อให้เลือกเงินออมอย่างน้อยที่สุด 10%

 

ส่วนคนทำงานที่ต้องการเน้นออมระยะยาวและเร่งเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อเตรียมสุขภาพการเงินให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้ทุกวินาที เช่น ถูกให้ออกจากงานกะทันหัน หรือมีเรื่องที่ต้องใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ แนะนำ สูตร 50-15-5 แบ่งเงินเดือนออกเป็น 3 ส่วน

  • 50% เป็นรายจ่ายทั้งหมด พยายามคุมรายจ่ายให้อยู่ภายในงบประมาณนี้
  • 15% เป็นเงินออมและลงทุนเพื่อการเกษียณ 
  • 5% เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน ป้องกันไม่ให้ชีวิตสะดุด

 

อีก 30% ที่เหลือไม่ได้หายไปไหน แต่แยกเป็นเงินส่วนกลางที่คนทำงานสามารถเลือกจัดสรรได้ตามความยืดหยุ่นในแต่ละเดือน เช่น จัดสรรเป็นเงินสำหรับไปเที่ยวต่างประเทศ หรือถ้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ได้ กรณีที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แนะนำให้เก็บเป็นเงินออมหรือเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อจัดสรรให้เงินทุกบาทมีหน้าที่ที่ชัดเจน

 

3. มองหาโอกาสและช่องทางเพิ่มรายได้

การพึ่งพารายได้ทางเดียว กลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่สูงมากในยุคปัจจุบัน เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน บริษัทยุติกิจการ เจ็บป่วยรุนแรง รายได้หลักอาจหายไปทันทีหรือไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย การมองหาโอกาสใหม่ ๆ และช่องทางเพิ่มรายได้อื่น ๆ หรือการทำอาชีพเสริม ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืนกว่า

 

ควรใช้ประโยชน์จากทักษะที่เชี่ยวชาญหรืองานที่ถนัดอยู่ก่อนแล้ว ควบคู่กับการใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงเพิ่ม ช่วยลดความเสี่ยงขาดทุน ตัวอย่างงานที่น่าสนใจ เช่น ขายของออนไลน์ ทำ Affiliate หรือ เป็นนายหน้าช่วยร้านค้าออนไลน์ขายสินค้า ได้รับผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย รับงานฟรีแลนซ์ รวมถึงขับรถส่งอาหาร

 

หลังจากที่คนทำงานปลูกต้นไม้การเงินและบ่มเพาะนิสัยอดออมจนมีรากฐานสุขภาพการเงินที่แข็งแรงและมีเงินออมก้อนหนึ่งสำหรับต่อยอดเป็นการลงทุนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต่อยอดเงินก้อนนั้นเป็นการลงทุนอย่างมีแบบแผน เพื่อสร้างระบบเงินต่อเงิน หรือ ‘ใช้เงินทำงาน’ แทน

 

 

ให้เงินทำงาน

สร้างระบบเงินต่อเงินเปลี่ยนชีวิตให้มั่นคงและมั่งคั่ง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนดูมีเวลาว่างเยอะ ได้ใช้ชีวิต ได้ทำสิ่งที่ชอบ ในขณะที่เงินในบัญชีก็ยังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ?

 

เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ความขยันขันแข็งหรือตั้งใจทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบ ‘ให้เงินทำงาน’ แทนตลอดเวลา แม้ในยามนอนหลับพักผ่อน จำนวนและมูลค่าของเงินกลับเพิ่มพูนและงอกเงยกลายเป็น Passive Income โดยไม่ต้องออกแรงทำงานแลกเงิน เหมือนมีต้นไม้การเงินที่ออกดอกออกผลเป็นกำไรให้เก็บเกี่ยวตลอดปี ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากคนหาเงินเป็น ‘เจ้านายของเงิน’

 

การสร้างระบบเงินต่อเงิน เพื่อให้เงินทำงานแทนจำเป็นต้องวางกลยุทธ์ผ่านการลงทุนและศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน เพราะความสำเร็จในทุกย่างก้าวจะกลายเป็นบันไดที่ทอดยาวเป็นทางให้คนทำงานเข้าใกล้เป้าหมายสูงสุดของการให้เงินทำงาน นั่นคือได้เป็นเจ้าของ ‘อิสรภาพทางการเงิน’

 

แนวทางการสร้างระบบเงินต่อเงิน หรือให้เงินทำงานแทน แบ่งออกเป็น 4 ข้อสำคัญ ดังนี้

 

1. ต่อยอดความรู้การเงิน เปลี่ยนนักเก็บเงินเก่งเป็นนักลงทุน

เพราะการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียวในยุคนี้ แทบไม่ต่างจากการปล่อยให้เงินค่อย ๆ ละลายหายไป เพราะค่าของเงินจะลดลงตามเวลาเสมอ เรียกว่า Time Value of Money หมายถึง จำนวนเงินที่เท่ากัน มูลค่าเงินในปัจจุบันจะมีค่ามากกว่าอนาคต เพราะเป็นผลกระทบมาจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation) ที่ทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมซื้อสินค้าได้น้อยลง และค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่ไม่ได้นำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเดิมตามระยะเวลาที่ผ่านไป

 

การเปลี่ยนจาก ‘นักเก็บเงิน’ มาเป็น ‘นักลงทุน’ จึงต้องเริ่มจากการลงทุนในความรู้ (Financial Literacy) และต้องเข้าใจกฎการลงทุนข้อสำคัญว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคือการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย

 

ส่วนการวางแผนลงทุนที่ดี ต้องเริ่มจากการสำรวจระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ แล้วค่อย ๆ แบ่งเงินออมไปกระจายไว้ในสินทรัพย์ต่าง ๆ ตามความรู้และความสนใจ เช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งทั้งหมดเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เงินทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ และสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป้าหมายสูงสุดของการเปลี่ยนตัวเองในครั้งนี้ คือการสร้างระบบที่ทำให้จำนวนและมูลค่าเงินทวีคูณได้ด้วยตัวมันเอง

 

2. นับหนึ่งถึง ‘ล้านแรก’ ไม่ง่ายแต่ทำได้ไม่ยาก

การสร้างล้านแรกในชีวิตมนุษย์เงินเดือนไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัว เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนใช้เครื่องมือการเงินที่เหมาะสม และสร้างพลังของดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ได้ หมายถึง การเอาดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่ได้รับจากลงทุนกลับเข้าไปลงทุนต่อ หรือทบผลตอบแทนรวมไปในเงินต้นเดิม เมื่อเงินต้นยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น

ตัวอย่าง กรณีลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยได้รับผลตอบแทนปีละ 5% จากเงินต้น พลังของดอกเบี้ยทบต้นเป็นดังนี้

 

ปีที่ 1 เงินต้น 10,000 บาท + ผลตอบแทน 500 บาท เงินจะเพิ่มเป็น 10,500 บาท  
ปีที่ 2 เงินต้น 10,500 บาท + ผลตอบแทน 525 บาท เงินจะเพิ่มเป็น 11,025 บาท  
ปีที่ 3 เงินต้น 11,025 บาท + ผลตอบแทน 551 บาท เงินจะเพิ่มเป็น 11,576 บาท  
ปีที่ 4 เงินต้น 11,576 บาท + ผลตอบแทน 578 บาท เงินจะเพิ่มเป็น 12,154 บาท  
ปีที่ 5 เงินต้น 12,154 บาท + ผลตอบแทน 607 บาท เงินจะเพิ่มเป็น 12,761 บาท  

 

เคล็ดลับที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเพื่อพิชิตล้านแรก ต้องเลือกลงทุนด้วย กฎ 3 ข้อ คือ ลงทุนระยะยาว นำดอกเบี้ยไปลงทุนต่อ และเพิ่มเงินลงทุนสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือนด้วยวิธี DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หลักการคือตัดเงินลงทุนเท่ากันทุกเดือน ช่วยลดความกังวลเรื่องจังหวะตลาด และช่วยให้คนทำงานสร้างวินัยการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

 

3. วางแผนโอนย้ายความเสี่ยง ให้ ‘ประกัน’ ดูแลชีวิตครบทุกด้าน

การสร้างระบบเงินต่อเงินหรือให้เงินทำงานแทนที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งอย่างการทำประกัน เพราะว่าตลอดเส้นทางสู่ความมั่งคั่งมักมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่พร้อมจะดึงเงินออกจากกระเป๋าได้เสมอ

 

การวางแผนโอนย้ายความเสี่ยงด้วยการทำประกันรูปแบบต่าง ๆ อย่างเหมาะสม จึงช่วยปกป้องเงินที่คนทำงานหามาได้ ไม่ให้ละลายหายไปกับอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่มีค่ารักษาพยาบาลสูง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน

ตัวอย่าง นักลงทุนคนหนึ่งสามารถสร้างพอร์ตหุ้นที่มีมูลค่ารวม 1 ล้านบาทแรกได้สำเร็จ แต่กลับตรวจพบโรคร้ายแรงที่มีค่ารักษาไม่น้อยกว่า 5 แสนบาท

 

หากไม่ได้ทำประกัน เขาจำเป็นต้องขายหุ้นเพื่อนำเงินมารักษาตัว ส่งผลกับเป้าหมายอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งต้องใช้เวลาสะสมความมั่งคั่งใหม่อีกหลายปี กว่าจะได้จำนวนเงินเดิมกลับคืนมา

 

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาวางแผนโอนความเสี่ยงด้วยการทำประกัน บริษัทประกันจะชดเชยค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้แทน ทำให้เขายังคงรักษาทรัพย์สินเอาไว้ได้ และสามารถฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาวางแผนสร้างความมั่งคั่งได้ต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

 

ประกันสุขภาพ จะทำหน้าที่เป็น ‘กระเป๋าเงินใบที่สอง’ ที่ช่วยจ่ายค่ารักษาแทน และช่วยรักษาเงินสำรองฉุกเฉินในบัญชีส่วนตัว รวมถึงเงินต้นในพอร์ตลงทุนให้ยังคงทำหน้าที่สร้างดอกผลต่อไปได้โดยไม่ต้องถูกถอนออกมาใช้ในยามวิกฤต

 

นอกจากนี้ การวางแผนประกันให้ครอบคลุมเพื่อดูแลชีวิตทุกด้าน ทั้ง ประกันชีวิต และ ประกันบำนาญ ยังมีความจำเป็นกับคนทำงานมาก ๆ เพราะช่วยสร้างความอุ่นใจในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อไหร่ ในวันที่ตัวเราไม่สามารถอยู่ดูแลระบบเงินต่อเงินได้ ประกันเหล่านี้จะกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อความมั่งคั่งให้คนข้างหลังได้

 

ดังนั้น การวางแผนทำประกันเพื่อโอนย้ายความเสี่ยงจึงเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างระบบเงินต่อเงิน เมื่อคนทำงานไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ดูแลจัดการเงินได้อย่างเต็มที่ นำเงินไปลงทุนได้อย่างที่ตั้งใจ สามารถสร้างความมั่งคั่งให้ยั่งยืนในระยะยาวได้

 

4. ต้องไม่ลืมสร้างระบบเงินต่อเงินเพื่อเกษียณสบาย

หัวใจสำคัญของการวางแผนเกษียณ คือการเปลี่ยนจาก ‘การสะสมเงินก้อน’ ให้เป็นการสร้าง ‘กระแสเงินสด’ มีเงินเข้ามาให้ใช้ทุกเดือนตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

 

เน้นจัดสรรสินทรัพย์และแบ่งเงินลงทุนตามช่วงเวลา โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว เงินจำนวนมากที่ต้องการใช้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าเพื่อการเกษียณควรอยู่ในสินทรัพย์ที่สร้างการเติบโตสูง เช่น หุ้นหรือกองทุนดัชนี เพื่อให้พลังของกำไรทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่เงินสำหรับใช้จ่ายในระยะสั้นควรอยู่ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำแต่คล่องตัวสูง เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดที่เติบโตได้ทุกสถานการณ์

 

เคล็ดลับที่ช่วยวางแผนระบบเงินเพื่อเกษียณ ต้องอาศัยหลักการ Rule of 25 และ 4% Rule of Thumb เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทำงานควบคู่กัน

  • Rule of 25 ใช้หาจำนวนเงินทั้งหมดที่คนทำงานต้องมีหลังจากเกษียณ โดยมีวิธีคำนวณง่าย ๆ ด้วยสูตร

 

ค่าใช้จ่ายต่อปีหลังเกษียณ × 25 = จำนวนเงินที่ต้องมี

ตัวอย่าง ตั้งเป้าว่าหลังเกษียณอยากใช้เงินเดือนละ 40,000 บาท (หรือปีละ 480,000 บาท)

 

แทนค่าในสูตร 480,000 × 25 = 12,000,000 บาท

 

หมายความว่า ต้องเตรียมเงินก้อนให้ได้ 12 ล้านบาทเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณตามเป้าหมาย

 

  • 4% Rule of Thumb กฎการถอนเงินจากพอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณ เป็นจำนวน 4% ในปีแรกของการเกษียณ หลังจากนั้นให้ปรับจำนวนเงิน 4% ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

ตัวอย่าง เตรียมเงินไว้เพื่อใช้หลังเกษียณ 12 ล้านบาท

 

ปีที่ 1 ของวัยเกษียณ ถอนเงิน 4% ของเงินต้นสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายทั้งปี
เท่ากับ 480,000 บาท

 

ปีที่ 2 ของวัยเกษียณ ถอนเงิน 4% บวกอัตราเงินเฟ้อของปีนั้น (เช่น 3%)
เท่ากับ 480,000 บาท + 14,400 บาท รวมเป็น 494,400 บาท

 

สิ่งที่ต้องรู้ คือกฎ 4% Rule of Thumb มีพื้นฐานมาจากการจัดพอร์ตลงทุนแบบ 60/40 โดยแบ่งสัดส่วน 60% ลงทุนในหุ้น และอีก 40% ลงทุนในตราสารหนี้

 

โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (The National Bureau of Economic Research) เคยศึกษาสถิติผลตอบแทนย้อนหลังของพอร์ตลงทุนแบบ 60/40 ช่วงปี ค.ศ. 1881-2021 พบว่า ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 7-8% ต่อปี ซึ่งเพียงพอให้ถอนเงินจากพอร์ตลงทุนมาใช้หลังเกษียณปีละ 4% พร้อมอัตราเงินเฟ้อ โดยไม่ทำให้เงินต้นหมด ถือเป็นกลยุทธ์คลาสสิกที่นักลงทุนใช้มาทุกยุคสมัย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง

 

แนวคิด ‘ใช้แรงทำเงิน ให้เงินทำงาน’ ชี้ให้คนทำงานเข้าใจจังหวะของชีวิตในช่วงวัยที่ยังมีแรง เพราะยังต้องใช้แรงทำงานเพื่อสร้างรากฐานและเก็บสะสมทุน ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมศึกษาหาความรู้เพื่อบริหารจัดการทุนนั้นให้เงินทำงานต่อไปได้

 

สิ่งสำคัญควรเริ่มลงมือทำทันทีตั้งแต่วันนี้ จากก้าวเล็ก ๆ ที่ออมเงินได้หลักพัน จะค่อย ๆ เติบโตเป็นหลักหมื่น หลักแสน และหลักล้านในที่สุด เพราะเวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุน ยิ่งลงทุนเร็วเท่าไหร่ เงินยิ่งทำงานเร็วขึ้นเท่านั้น

 

 

อ้างอิง

  • ศิรัถยา อิศรภักดี. (2569). ใช้แรงทำเงิน ให้เงินทำงาน. เดอะสแตนดาร์ด.
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. พฤติกรรมเชิงลึกและไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคนรุ่นใหม่. https://bit.ly/418ZxRi
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. มนุษย์เงินเดือน เก็บเงินล้านแรกอย่างไร. https://bit.ly/4cjMDpM
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. สร้างพอร์ตโต ด้วยกลยุทธ์ลงทุนแบบ DCA. https://bit.ly/4sOw9M4
  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. 60:40 จัดพอร์ตสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบท่ายาก. https://bit.ly/4vigXZs

SHARE

facebook
twitter
copy
Related articles / บทความที่เกี่ยวข้อง
Loading...