

ใครเป็นบ้าง ? เปย์หนักเพราะรักตัวเอง รู้ทัน Self Splurge พฤติกรรมใช้จ่ายเงินของคนโสด
Wealth / Money
18 Nov 2025 - 3 mins read
Wealth / Money
SHARE
18 Nov 2025 - 3 mins read
ใครเป็นบ้าง ? พอเป็น ‘โสด’ ไม่มีภาระ ก็ใช้เงินซื้อความสุข เปย์ตัวเองแบบไม่อั้น
ปัจจุบันคนไทยเป็นโสดมากขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2566 ระบุว่า คนไทยกว่า 25% มีสถานะโสด ในจำนวนนี้กว่า 30% เป็นคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงอายุ 25 - 34 ปี เมื่อไม่แต่งงานและไม่สร้างครอบครัว จึงมีเงินเหลือมากพอที่จะซื้อความสุขให้กับตัวเองแบบไม่อั้น และทำให้เกิดวิถีชีวิตแบบ Self Splurge หรือ เปย์หนักเพราะรักตัวเอง
ผลสำรวจจาก The 1 Insight ระบุว่า คนโสดชาวไทยมีการใช้จ่ายต่อคนมากกว่าคนมีคู่และคนมีครอบครัวถึง 2 เท่า จนทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบ Solo Economy ที่มีคนโสดเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ครองสัดส่วนตลาดในภาพรวมถึง 2 ใน 3
พฤติกรรมใช้จ่ายแบบ Self Splurge คือการจ่ายเงินเพื่อตัวเองโดยไม่รู้สึกว่าสิ้นเปลือง แต่กลับยิ่งรู้สึกภูมิใจและมีความสุขที่ได้ลงทุนกับตัวเอง ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตและดูแลภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ จากผลสำรวจเดียวกันเผยว่าคนโสดใช้เงินไปกับหมวดแฟชั่นและความงามมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 4 เท่า รองลงมาคือหมวดกีฬา แสดงให้เห็นว่าพวกเขาใส่ใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังจ่ายเงินเพื่อเข้าร้านอาหารดี ๆ และตกแต่งบ้านด้วย
นอกเหนือจากสิ่งของ คนโสดมักจะลงทุนเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ และการพัฒนาตัวเอง เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ ดูคอนเสิร์ต เวิร์กชอปต่าง ๆ เรียนภาษา สังสรรค์กับกลุ่ม หรือเข้าร่วมกลุ่มสังคมที่มีความสนใจบางอย่างร่วมกัน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการหาความสุขให้กับตัวเองทั้งสิ้น
แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่เกาหลีใต้เองก็มีปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า Shibal Biyong เมื่อคนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์หรูหรา จ่ายเงินไม่อั้นเพื่อความสุขของตัวเอง โดยปฏิเสธที่จะสร้างครอบครัวหรือลงหลักปักฐาน ในญี่ปุ่นเองก็มี Ohitorisama เทรนด์ของคนโสดที่เน้นทำแต่สิ่งให้ตัวเองมีความสุข
สำหรับใครที่ชอบเปย์ตัวเองบ่อย ๆ LIVE TO LIFE ชวนมาทำเช็กลิสต์ ‘ใช่หรือไม่’ เก็บคะแนน 10 ข้อ ที่ช่วยสำรวจพฤติกรรมการใช้เงินช่วงนี้ว่าเข้าข่ายจะเป็นชาว Self Splurge หรือไม่
1. ชอบซื้อของเปย์ตัวเองในโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น วันเกิด, เงินเดือนออก เป็นต้น
2. มักจะให้รางวัลตัวเองหลังจากทำงานมาเหนื่อย ๆ โดยไม่เสียดายเงิน
3. เชื่อว่าเงินสามารถซื้อความสุขให้ตัวเองได้เสมอ
4. เลือกจ่ายเพื่อความสบายใจ เช่น นั่งแท็กซี่กลับบ้านตอนดึกแทนรถสาธารณะ
5. ลงทุนกับการพัฒนาตัวเอง เช่น ซื้อคลาสฟิตเนส, เรียนภาษา, ทำขนม เป็นต้น
6. ไม่เคยรู้สึกผิดที่ได้ซื้อของให้ตัวเอง
7. ใช้เงินซื้อประสบการณ์ดี ๆ เช่น เที่ยวต่างประเทศ ดูคอนเสิร์ต
8. ชอบซื้อข้าวของที่เป็นความสุขเล็ก ๆ ของเราในแต่ละวัน เช่น เทียนหอมกลิ่นที่ชอบ, แก้วน้ำลายโปรด
9. ลงทุนกับสกินแคร์ เสื้อผ้า และเครื่องสำอางหนักมาก เพราะเราต้องดูดีที่สุดเสมอ
10. หมดเงินกับการตระเวนกินร้านอร่อย ตามรอยกินร้านที่เขาว่าต้องไปลอง
ตอบ ‘ใช่’ 1 - 3 ข้อ : ยังรักเงินอยู่ แต่เริ่มเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้นแล้วนะ
ตอบ ‘ใช่’ 4 - 7 ข้อ : อยู่ในช่วงบาลานซ์ระหว่างความสุขกับความคุ้มค่าของเงินที่จ่าย
ตอบ ‘ใช่’ 8 - 10 ข้อ : Self Splurge ตัวจริง ! ทุกอย่างที่จ่ายเพื่อตัวเองเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน
การเปย์ตัวเองคือความสุขหลักในชีวิตของชาว Self Splurge แต่ก็เป็นความสุขที่ต้องใช้เงิน หากเปย์อย่างพอดีก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าฟุ่มเฟือยเกินไปอาจสร้างปัญหาทางการเงินในภายหลังได้ ใครที่อยากมีเงินไว้จ่ายเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเองไปนาน ๆ มี ‘กฎ 3 ข้อ’ ที่จะช่วยให้คนโสดวางแผนการเงินได้อย่างราบรื่น มีเงินเหลือเปย์ตัวเอง และยังมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
กฎข้อ 1 : ใช้เงินซื้อความสุขได้ไม่เกิน 30% ของรายได้
ข้อแรกนับเป็นกฎพื้นฐานสำหรับการบริหารเงิน โดยเฉพาะสำหรับคนโสดที่สภาพคล่องดี มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ในแต่ละเดือนสามารถใช้จ่ายเพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยได้มากถึง 20-30% ของรายได้ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด โดยยึดหลัก 50/30/20
- 50 % สำหรับสิ่งจำเป็น เช่น ค่าที่อยู่อาศัย, ค่ากิน, ค่าโทรศัพท์, ค่าน้ำ, ค่าไฟ
- 30 % ของฟุ่มเฟือย เช่น ช้อปปิง, บัตรคอนเสิร์ต, ตั๋วหนัง, ท่องเที่ยว
- 20 % ออมและลงทุนเพื่ออนาคต
ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับภาระส่วนบุคคลด้วย หากต้องรัดเข็มขัดหรือมีเรื่องต้องใช้เงิน อาจลดเหลือประมาณ 5-10% ของรายได้
กฎข้อ 2 : ไม่ยืมเงินเก็บมาเปย์ตัวเอง
ถ้าอยากเปย์ตัวเองด้วยเงินก้อนใหญ่ เช่น ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม ไปดูคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศ ซื้อคอร์สเรียนภาษาระยะยาว เป็นต้น ควรเปิดบัญชีออมทรัพย์แยกต่างหากสำหรับสิ่งนั้นโดยเฉพาะ จะทำให้สามารถใช้เงินได้อย่างสบายใจ ไม่เกินงบฯ
ที่สำคัญคือต้องไม่ยืมเงินเก็บของตัวเองมาใช้ เพราะการที่เราทำแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้เคยชิน และท้ายที่สุดบัญชีของเราจะยุ่งเหยิงและทำให้การบริหารเงินพังพินาศได้
กฎข้อ 3 : เปย์ในสิ่งที่มี ‘ความหมาย’ กับเราจริง ๆ
มีเส้นคั่นบาง ๆ ระหว่างการเปย์ตัวเองไม่อั้นกับการใช้จ่ายเกินตัวแบบไม่ยั้งคิด การเปย์ตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้อของที่แพงที่สุดหรือซื้อทุกอย่างที่เราอยากได้ในทันที แต่หมายถึงการหันกลับมาดูว่า ‘ความสุข’ ของเราคืออะไร ? และเลือกใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขนั้นอย่างมีสติ ก่อนจะตัดสินใจซื้อของสักชิ้น เราต้องมั่นใจว่า สิ่งนั้นคือสิ่งที่จะต้องมอบความสุขให้เราได้อย่างยั่งยืน เช่น หากอยากเป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์เนมสักใบ ก็ให้อดใจไว้ก่อน รอซื้กเป็นของขวัญให้ตัวเองในวันสำคัญ จะได้มีเวลาเก็บเงินและรู้สึกคุ้มค่าทางใจมากกว่าอยากได้แล้วซื้อทันที
การเป็นโสดและมีอิสระทางการเงินช่วยให้เราใช้เงินเปย์ตัวเองได้ตามใจ แต่เพื่อให้เปย์ตัวเองได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง การวางแผนเรื่องประกันชีวิตและสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเพิ่มความมั่งคั่งและลดความเสี่ยงทางการเงินในอนาคตได้ ประกันสุขภาพ Health Fit DD จะช่วยคลายความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลจากโรคร้ายแรงหรือเหตุไม่คาดคิด ทำให้สามารถเปย์ตัวเองอย่างสบายใจ
ไทยประกันชีวิต คุ้มธนกิจ 99/20 (Nn) ก็เป็นอีกหนึ่งประกันชีวิตที่ช่วยสร้างเงินก้อนยาวนานจนถึงอายุ 99 ปี เพิ่มความมั่นคงสำหรับคนโสดที่อาจอายุยืนเกินแผนเกษียณ
ข้อดีของการเป็นโสดคือ เราสามารถซื้อในสิ่งที่เราอยากได้ กินในสิ่งที่อยากกิน ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้โดยไม่ต้องคอยถามความคิดเห็นใครก่อนจะจ่ายเงิน หากบริหารเงินได้ดีและมีวินัย เชื่อว่าเหล่าคนโสดจะยิ่งสนุกกับชีวิตที่ได้ลงทุนเพื่อความสุขของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิง
- The 1. Solo Economy. https://bit.ly/4qVRdjk
- Andreas Jones. The ‘Treat Yo Self’ Budget — How to Splurge Responsibly Without the Guilt Trip. https://bit.ly/47zdlII
- Kimberly Palmer. When to Splurge and When to Save. https://bit.ly/4oED2xF
