

เริ่มจากศูนย์ แต่มั่นคงระยะยาว ! ชวนวัยทำงานจัดการเงินเดือนด้วยเทคนิค Zero-Based Budgeting
Wealth / Money
08 Jan 2026 - 4 mins read
Wealth / Money
SHARE
08 Jan 2026 - 4 mins read
เชื่อไหม ? ‘เงินเดือนไม่พอใช้’ เป็นปัญหาใหญ่ที่คนทำงานส่วนมากแก้ไม่หายสักที
ยืนยันได้จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่ชี้ชัดว่า คนไทยวัยทำงานกว่า 51% ยังใช้เงินแบบเดือนชนเดือน และตกอยู่ในความเสี่ยงก่อหนี้เสียเพิ่ม ทั้งหนี้จากบัตรเครดิตและเงินกู้
ทั้ง ๆ ที่ความตั้งใจจริงของคนทำงานในวัยสร้างเนื้อสร้างตัว ต่างก็อยากมีเงินเก็บสักก้อน เอาไว้เติมเต็มความฝัน ต่อยอดเป็นการลงทุน หรืออย่างน้อยที่สุด จะได้มีเงินสำรองเผื่อไว้ให้อุ่นใจ
เงินเดือนไม่พอใช้จึงไม่ใช่ปัญหาที่หมดหนทางแก้ไข เพียงแต่ต้องมุ่งมั่นสร้างวินัยการเงินใหม่ ด้วยการวางแผนใช้จ่ายให้รัดกุมตั้งแต่วันแรกที่เงินเดือนเข้าบัญชี
LIVE TO LIFE ชวนทำความรู้จักเทคนิค Zero-Based Budgeting (ZBB) ตัวช่วยสำคัญที่พลิกชีวิตคนวัยทำงานให้มีสุขภาพการเงินดีขึ้นกว่าเดิม รับรองว่าไม่ใช่แค่บอกลาปัญหาเงินเดือนไม่พอใช้ แต่ยังช่วยให้ใช้จ่ายเงินทุกบาทได้อย่างคุ้มค่า และมีเงินเหลือเก็บทุกเดือน
Zero-Based Budgeting คืออะไร ?
ต้นตอของปัญหาเดือนชนเดือนมักเกิดจากคนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนไว้ล่วงหน้า หมายความว่า ทันทีที่เงินเดือนเข้าบัญชี จะเริ่มกดโอนจ่ายหนี้ที่รอชำระก่อนเป็นอย่างแรก โดยเฉพาะค่าบัตรเครดิต และค่าผ่อนต่าง ๆ ยอดเงินที่คงเหลืออยู่น้อยนิด จึงไม่เพียงพอให้ใช้จ่ายได้ถึงสิ้นเดือน กลายเป็นปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังที่คอยสร้างความหนักใจไม่จบสิ้นให้คนวัยทำงาน
ถึงแม้ว่าหลาย ๆ คนอาจลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นประจำทุกเดือนแล้วก็ไม่ได้ผล เพราะว่าเป็นวิธีจดบันทึกค่าใช้จ่ายย้อนหลัง ซึ่งแตกต่างจากเทคนิค Zero-Based Budgeting หรือ การวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดตั้งแต่ต้นตอ
เดิมทีจุดเริ่มต้นของเทคนิค Zero-Based Budgeting เกิดจากความตั้งใจของปีเตอร์ เพียร์ (Peter Pyhrr) ในปี ค.ศ. 1969 ด้วยบทบาทหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของ Texas Instruments บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ผลิตชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ปีเตอร์พยายามคิดหาวิธีควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัทอย่างเข้มงวด ปีเตอร์จึงคิดเทคนิค Zero-Based Budgeting ขึ้นมา เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้มีรายจ่ายบานปลาย ก่อนจะนำมาปรับใช้วางแผนการเงินส่วนบุคคล ซึ่งได้ผลดีเช่นเดียวกัน
ยืนยันความสำเร็จได้จากการศึกษาของ Personal Finance Research Center แห่ง University of Bristol ประเทศอังกฤษ ซึ่งระบุว่า คนทำงานที่ใช้เทคนิค Zero-Based Budgeting สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน มีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินสูงกว่าคนที่ไม่ใช้ถึง 73%
หัวใจสำคัญของ Zero-Based Budgeting คือ การจัดสรรปันส่วนเงินเดือนทุกบาท (รายได้ทั้งหมดที่มีในเดือนนั้น) ออกเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละหมวดหมู่ให้ชัดเจนและครอบคลุม จนเงินเดือนเหลือศูนย์บาท
คำว่า เหลือศูนย์บาท ของเทคนิค Zero-Based Budgeting ไม่ได้หมายความว่า ให้ใช้เงินเกลี้ยงบัญชีจนไม่มีเงินเหลือเก็บ แต่เป็นการใช้เงินตามแผนงบประมาณที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง ซึ่งรวมถึงการออมและการลงทุน เท่ากับว่า เงินทุกบาทที่คนทำงานหามาได้ในแต่ละเดือน จะถูกกำหนดหน้าที่เอาไว้แล้ว เพื่อไม่เกิดปัญหาเงินเดือนไม่พอใช้ตามมา
เพราะเงินที่ไม่มีหน้าที่หรือไม่มีวัตถุประสงค์การใช้ที่ชัดเจน คือเงินที่พร้อมจะหายไปจากบัญชีได้ทุกเมื่อตามพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือตามใจตัวเอง เทคนิค Zero-Based Budgeting จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่คนทำงานมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะช่วยสร้างความมั่นคงในบั้นปลายได้ ผ่านการกำหนดหน้าที่ให้เงินทุกบาท
Zero-Based Budgeting ทำอย่างไร ?
ทุกคนสามารถวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ได้ด้วยตัวเอง โดยทำตาม 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1
รวบรวมรายรับตลอดทั้งเดือน
เริ่มต้นสำรวจรายรับทั้งหมดที่เข้ามาในเดือนนั้น ๆ อาจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- รายรับจากการทำงาน (Active Income) ทั้งเงินเดือนที่เป็นรายได้หลักจากการทำงานประจำ และเงินพิเศษที่ได้รับเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงินเดือน มักจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่ได้มีเข้ามาทุกเดือน เช่น โบนัส ค่าคอมมิสชัน รวมถึงรายรับจากอาชีพเสริม เช่น ค่าจ้าง เงินจากการขายของออนไลน์
- รายรับจากทรัพย์สิน (Passive Income) เป็นรายได้หรือผลกำไรที่เกิดจากการครอบครองทรัพย์สินนั้น ๆ เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ยเงินฝาก และเงินปันผลจากการลงทุน
เหตุผลที่จำเป็นต้องรวบรวมรายรับจากทุกแหล่ง ก็เพื่อให้รู้จำนวนรายรับทั้งหมดที่เข้ามาในเดือนนั้น ๆ เพราะต้องใช้เป็นยอดตั้งต้นสำหรับวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ และช่วยกำหนดหน้าที่ให้เงินทุกบาทได้แม่นยำมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 2
รวบรวมรายจ่ายตลอดทั้งเดือน
ควรแยกประเภทรายจ่ายออกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน ได้แก่
- รายจ่ายคงที่ (Fixed Expenses) เป็นค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนเท่ากันทุกเดือน เช่น ค่าเช่า ค่าผ่อนที่ต้องแบ่งจ่ายรายเดือน เบี้ยประกัน ค่าโทรศัพท์ และค่าอินเทอร์เน็ต
- รายจ่ายผันแปร (Variable Expenses) เป็นค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนไม่แน่นอน และอาจไม่ได้มีทุกเดือน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซ่อมบำรุง รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะเพื่อไลฟ์สไตล์และความบันเทิง เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าท่องเที่ยว
- รายจ่ายเพื่อการออมและการลงทุน (Savings & Investments) เป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องกันเอาไว้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเงินและสร้างความมั่นคงในอนาคต เช่น เงินเก็บออม เงินสำรองฉุกเฉิน เงินลงทุน เงินดาวน์
หลังจากแจกแจงรายจ่ายทั้งหมดออกมาแล้ว จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า ในเดือนนั้นมีรายจ่ายมากน้อยแค่ไหน แล้วควรจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการอย่างไรให้เหมาะสมกับรายรับ
ขั้นตอนที่ 3
จัดสรรเงินทุกบาทให้มีหน้าที่
นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุดของเทคนิค Zero-Based Budgeting เพราะต้องนำรายรับทั้งหมดจากขั้นตอนที่ 1 มาหักลบออกด้วยรายจ่ายทั้งหมดในขั้นตอนที่ 2 โดยยังจำเป็นต้องจัดสรรปันส่วนรายรับให้ครอบคลุมรายจ่ายทุกประเภท
สำหรับคนทำงานที่เพิ่งเริ่มต้นวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ แนะนำให้ใช้สัดส่วนตามกฎ 50-30-20 Budget Rule เพราะเป็นวิธีจัดสรรเงินที่ง่ายที่สุด โดยแบ่งเงินให้ทำหน้าที่ 3 ส่วน ได้แก่
- ส่วนที่ 1 คิดเป็น 50% ของรายรับ ทำหน้าที่ Needs สำหรับรายจ่ายคงที่และรายจ่ายผันแปรที่จำเป็นกับการใช้ชีวิตพื้นฐาน
- ส่วนที่ 2 คิดเป็น 30% ของรายรับ ทำหน้าที่ Wants สำหรับรายจ่ายจิปาถะเพื่อไลฟ์สไตล์และความบันเทิง
- ส่วนที่ 3 คิดเป็น 20% ของรายรับ ทำหน้าที่ Savings สำหรับรายจ่ายเพื่อการออมและการลงทุน
ตัวอย่าง หากมีรายรับทางเดียวเป็นเงินเดือนจำนวน 30,000 บาท ต้องแบ่งเงินให้ทำหน้าที่ครบ 3 ส่วน คือ (1) Needs ให้อยู่ในงบ 15,000 บาท (2) Wants ให้อยู่ในงบ 9,000 บาท (3) Savings ให้อยู่ในงบ 6,000 บาท
ดังนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายของการวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ จึงต้องเท่ากับศูนย์เสมอ
ขั้นตอนที่ 4
ลงมือทำตามงบประมาณฐานศูนย์ที่วางแผนไว้
หลังจากกำหนดสัดส่วนเพื่อจัดสรรรายรับและรายจ่ายให้สอดคล้องกันตามกฎ 50-30-20 Budget Rule ในขั้นตอนที่ 3 แล้ว ก่อนลงมือทำจริง แนะนำให้จัดลำดับความสำคัญของรายการรายจ่ายแต่ละส่วน เพื่อให้รู้ว่ารายจ่ายรายการไหนมีความจำเป็นสูงสุดไปถึงความจำเป็นน้อยสุด
เพราะว่าในกรณีที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ จะช่วยให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่มีความจำเป็นออกได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายจิปาถะเพื่อไลฟ์สไตล์และความบันเทิงที่คนทำงานส่วนใหญ่มักใช้จ่ายเกินพอดี ควรควบคุมรายจ่ายส่วนนี้หรือตั้งงบประมาณที่แน่นอนไว้ในแต่ละเดือน
นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเพิ่มหรือลดสัดส่วนของกฎ 50-30-20 Budget Rule ได้ตามเป้าหมายการเงินที่อยากให้เป็น เช่น หากต้องการเน้นออมเงินเป็นหลัก อาจเพิ่มในส่วนของรายจ่ายเพื่อการออมและการลงทุนจากเดิม 20% เป็น 25% แล้วลดรายจ่ายจิปาถะจาก 30% เป็น 25%
ทุกครั้งที่ใช้จ่ายเงินตลอดทั้งเดือน จึงต้องหมั่นตรวจสอบว่ายังอยู่ภายในงบประมาณที่ตั้งไว้หรือไม่ หากมีเหตุจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเกินงบ ให้ดูว่าเป็นเงินส่วนไหน เพื่อจัดสรรเงินใหม่ให้ยอดรวมสุดท้ายของการวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ ยังคงเป็นศูนย์เท่าเดิม
Zero-Based Budgeting เหมาะกับใคร ?
ถึงแม้คนทำงานส่วนใหญ่มักกังวลว่า เงินเดือนหรือรายรับต่อเดือนของตัวเองก็น้อยอยู่แล้ว จะจัดสรรเงินอย่างไรให้พอ ?
แต่หนทางสู่ความสำเร็จทางการเงินที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการเงินให้งอกเงยและเกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าจำนวนเงินที่เข้ามาในบัญชี
เทคนิค Zero-Based Budgeting หรือ การวางแผนงบประมาณฐานศูนย์ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้จักจัดสรรและใช้เงินที่มีจำกัดต่อเดือนอย่างคุ้มค่าที่สุด จึงเหมาะกับคนทำงานที่อยากจัดการเงินให้มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ พร้อมกับมีเงินออมเพื่ออนาคต ยิ่งคนที่มีปัญหาเดือนชนเดือนหรือรายได้น้อยไม่พอใช้ยิ่งจำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน
สำหรับคนทำงานที่อยากเป็นเจ้าของสุขภาพการเงินที่ดีควบคู่กับมีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต ลำพังการวางแผนงบประมาณฐานศูนย์อย่างเดียวอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ เพราะยังขาดกลไกที่ทำหน้าที่จัดการความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝัน จึงควรวางแผนทำ ‘ประกันเพื่อการออมเงินและลดหย่อนภาษี’ ควบคู่ไปด้วย
LIVE TO LIFE ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ของไทยประกันชีวิต มันนี่ ฟิต เฟิร์ม 25/20 (1) (มีเงินปันผล) เป็นทางเลือกช่วยออมเงินระยะยาว เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพราะการันตีรับเงินคืนระหว่างสัญญาทุกปี ตลอดสัญญารับเงินคืนขั้นต่ำ 211%* ได้รับความคุ้มครองชีวิตสูงสุด 190%* ชำระเบี้ยฯ 20 ปี คุ้มครอง 25 ปี และสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี** พร้อมโอกาสรับเงินปันผลระหว่างสัญญาและเมื่อครบกําหนดสัญญา* ที่สำคัญยังได้รับสิทธิพิเศษ ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ บริการช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
**สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
• ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ถึงตรงนี้ หากยังรู้สึกลังเล LIVE TO LIFE ขอย้ำอีกครั้งว่าเป้าหมายสูงสุดของ Zero-Based Budgeting คือ ช่วยคนทำงานวางรากฐานการเงินในอนาคตให้มั่นคงได้ เพียงแค่ลงมือเริ่มต้นวางแผนงบประมาณฐานศูนย์อย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนี้
อ้างอิง
- สวนดุสิตโพล. คนไทยกับภาวะเศรษฐกิจ ณ วันนี้. https://bit.ly/3L07N1x
- ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. เทคนิคจัดสรรเงินแบบเริ่มต้นใหม่ เพื่อชีวิตที่มั่งคั่ง. https://bit.ly/3YoEHvG
- British Business Bank. Zero-Based Budgeting. https://bit.ly/4q2vs0h
- Workday. Understanding Zero-Based Budgeting: a complete guide to financial planning and optimization. https://bit.ly/3LjCAWY
